เมื่อวันที่ (22 พ.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลา 14.00 น. กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเดินทางมาถึงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นำโดยแกนนำที่มาในการชุมนุมครั้งนี้ คือนายอานนท์ นำภา, นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว,นางสาวณัฏฐา มหัทธนา, นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ โดยระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาลทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ใช้เครื่องเสียงประกาศเตือนว่าการชุมนุมครั้งนี้ขัดต่อกฎหมายและขัดคำสั่งของคสช.ขอให้ยุติการชุมนุมทันที แต่แกนนำและมวลชนที่มาไม่ยุติการชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนดกรอบเพื่อบีบให้ยุติการชุมนุม โดยให้เวลาสลายการชุมนุมภายใน 15 นาที หากไม่ดำเนินการจะเข้าปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง
จากนั้นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เมื่อตำรวจกระชับพื้นที่เข้าใกล้กับกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนที่จะให้ตำรวจตระเวนชายแดน คล้องแขนเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อปิดล้อมพื้นที่ที่แกนนำอยู่ เพื่อแยกแกนนำออกจากกลุ่มมวลชน จากนั้นให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้ามาพูดคุยกับทางแกนนำกลุ่ม
การกระชับพื้นที่ของตำรวจรวมเวลาทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมง จากนั้นได้เปิดโอกาสให้แกนนำอ่านแถลงการณ์เกี่ยวกับการทำงานของคสช. ในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมาและควบคุมแกนนำทั้งหมดขึ้นรถควบคุมตัวของผู้ต้องขังไป ล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ได้ยุติการชุมนุมทำให้พื้นที่โดยรอบกลับสู่ภาวะปกติ หลังแกนนำโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไปแล้ว ที่สน.พญาไท
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้อาจจะไม่ใหญ่ขนาดม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือพฤษภาทมิฬ เพราะคนที่ออกมาแค่ต้องการเลือกตั้งเท่านั้น รัฐบาลอาจจะตั้งเงื่อนไขว่าถ้ายังไม่สงบก็จะไม่เลือกตั้ง โดยวัตถุประสงค์คืออยากเลือกตั้งจึงทำให้คนที่ออกมามีจำนวนน้อย แต่ก็ยังมีคนกลุ่มใหญ่ในโซเชียลที่กำลังจับตาดูว่าสถานการณ์จะไปในทิศทางไหน คนที่ออกมาเคลื่อนไหวคือกลุ่มคนที่กังวลว่าหากอยู่เงียบๆอาจจะไม่ได้เลือกตั้ง
ส่วนตัวมองว่าแกนนำของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งกำลังทำหน้าที่เหมือนคนกำลังเลี้ยงกระแสเพื่อไม่ให้เรื่องเงียบหาย สาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ชัดเจนเป็นเพราะติดในเรื่องของตัวกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณากฎหมายอีก 2 ฉบับ ว่าขัดต่อการเลือการตั้งหรือไม่
ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจคือ เรื่องปากท้องของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อน ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นทุกวัน ด้านนักวิชาการหลายคนก็วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจระดับมหภาคดีขึ้น แต่เงินในกระเป๋าประชาชนกลับไม่ดีตาม ความรู้สึกของประชาชนสะท้อนออกมาจากเงินในกระเป๋ามากกว่า ผลสำรวจโลกบ่งชี้ว่าหากสภาพเศรษฐกิจในประเทศดีคนก็คงไม่ได้อยากเลือกตั้ง แต่คนที่อยากเลือกตั้งเพราะสภาพเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนกดดันให้มีการเลือกตั้งเพราะต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
ชมคลิปเต็มได้ที่ >>“นักวิชาการ” เปิดสถิติคนทั่วโลก "อยากเลือกตั้ง" เพราะปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง