เมื่อวันที่ (25 พ.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นครั้งแรกที่นักวิจัยจากหลายสถาบัน และผู้ที่สนใจเกี่ยวกับตัวเหี้ย มาแลกเปลี่ยนข้อมูล ในเวทีเสวนาวิชาการทันสถานการณ์ “เหี้ย” ในประเทศไทย ที่จัดขึ้นโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ในวงเสวนา พูดถึงประชากรเหี้ยในประเทศไทยซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีอยู่จำนวนเท่าไหร่ แต่พบว่าสถานการณ์ขณะนี้มีการขยายพันธ์อย่างรวดเร็วและไม่สามารถจับมาทำหมันเพื่อคุมกำเนิดได้ ทำให้ตัวเหี้ย มีจำนวนมาก จึงมีแนวคิดผลัดดันให้เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์จากตัวเหี้ย ในงานเสวนา ยังระบุข้อมูลว่า การศึกษาวิจัยพบว่าหากตัวเหี้ยมีเยอะเกินไปจะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศในห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากตัวเหี้ยหากเปรียบเทียบในวงจรเป็นสัตว์ผู้ล่าระดับบนห่วงโซ่อาหาร เป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยมีศัตรู รวมถึงมีช่วงอายุที่นาน 15 ถึง 20 ปี เมื่อมีจำนวนมาก สัตว์ผู้ถูกล่า อาจลดจำนวนลงรวดเร็ว หรือไม่มีในบริเวณนั้น
รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนาการ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความไปในทิศทางเดียวกับกรมอุทยาน ฯ โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมจำนวนประชากร ตัวเหี้ย พร้อมคาดหวังว่า การเสวนาครั้งนี้จะจุดประกายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมามองเรื่องพัฒนาสัตว์ป่าเศรษฐกิจ เหมือนกับในต่างประเทศที่สามารถเพราะพันธุ์ในเชิงเศรษฐกิจได้ แบบอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ หรือ CITES ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยเรื่องผลกระทบระบบนิเวศว่ามีมากน้อยเพียงใด หากตัวเหี้ยมีปริมาณลดลงหรือมีมากเกินไป
มุมมองนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ระบุว่า หากตัวเหี้ยถูกถอดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจะต้องเกิดการไล่ล่าเพื่อเอาหนังเพื่อไปทำกระเป๋าหรือรองเท้า ซึ่งตลาดที่นิยมสินค้าประเภทนี้อยู่แล้วจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแน่นอน แต่หากอนุญาตให้เพาะพันธุ์ในเชิงเศรษฐกิจ ก็จะต้องมีมาตรการเข้ามาควบคุมดูแลชัดเจนเพื่อป้องกันการนำเอาตัวเหี้ยที่อยู่ตามธรรมชาติมาสวมตัวเพื่อส่งขาย
สำหรับตัวเหี้ย เคยถูกเสนอให้ถอดออกบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองเมื่อปี 2544 แต่ไม่ผ่านมติของคณะรัฐมนตรีในยุคนั้น โดยการประชุมเสวนาในครั้งนี้จะรวบรวมข้อมูลงานวิจัยและข้อมูลต่างเพื่อยื่นให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งถึงแนวคิดการถอดตัวเหี้ยออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง