เปิดขั้นตอน “ประหารชีวิต” ด้วยวิธี “ฉีดยาพิษ” ในไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หลังจากเมื่อวานนี้กรมราชทัณฑ์ได้มีการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล ด้วยการ “ฉีดยาพิษ” ประหารชีวิต นักโทษฆ่าชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นการประหารชีวิต นักโทษคนแรกในรอบ 9 ปี

“การประหารชีวิต” ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่หนักที่สุดตามกฎหมายไทย ที่มีโทษ 5 อย่าง คือ ปรับ ริบทรัพย์สิน กักขัง จำคุก และประหารชีวิต แม้หลายประเทศได้ “ยกเลิกโทษประหารชีวิต” ไปแล้ว แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเน้นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย


สำหรับการบังคับโทษประหารชีวิตเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้เสียชีวิต  จากสถิติที่ผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ถึงปัจจุบันมีการบังคับโทษประหารชีวิตแล้ว 325 คน แยกเป็นการใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 คน ยิงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.46 

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการ “ยิงเสียให้ตาย” เป็น “การฉีดสารพิษ” เนื่องจากมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 สำหรับครั้งแรกที่มีการประหารชีวิตด้วยวิธีการฉีดสารพิษเข้าร่างกายเกิดขึ้น ณ แดนประหาร เรือนจำกลางบางขวาง ในวันที่ 12 ธ.ค.46 มีนักโทษถึง 4 ราย ที่ต้องประเดิมโทษประหารแบบใหม่ครั้งแรก ซึ่งทั้ง 4 รายที่ถูกประหารเป็นนักโทษชายที่เป็นนักโทษคดียาเสพติด 3 ราย และคดีความผิดต่อชีวิต 1 ราย  หลังจากนั้นเว้นว่างไป 6 ปี จนเมื่อวันที่ 24 ส.ค.52 ก็มีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายอีก 2 รายในคดียาเสพติด และมีการว่างเว้นการประหารชีวิตไปนานถึง 9 ปี เลยทีเดียว  

ก่อนที่เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.61) มีการประหารนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเป็นการบังคบโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิต ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 55 ที่ จ.ตรัง โดยนักโทษเด็ดขาดคนดังกล่าวได้ทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้เสียชีวิต รวม 24 แผล เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด

ขณะที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 นั้นระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ประหารชีวิตและถูกคุมขังหรือถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำ ให้เรือนจำดำเนินการถ่ายรูป จัดทำแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของจำเลยด้วย นอกจากนี้เรือนจำจัดให้มีการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยที่่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิตทุกราย หากเป็นหญิงให้เพิ่มการตรวจการตั้งครรภ์ด้วย และให้แจ้งสิทธิการถวายเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษให้จำเลยทราบ และเมื่อสอบถามว่ามีความประสงค์จะใช้สิทธิถวายเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ถ้าประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวให้เรือนจำช่วยเป็นธุระจัดการไปตามสมควร ไม่ว่านักโทษจะถวายเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ก็ตาม ให้เรือนจำไปรายงานกรมราทัณฑ์โดยด่วน
 

สำหรับในการประหารชีวิตนักโทษนั้น ให้มีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการชุดหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำแห่งท้องที่ที่จะประหารชีวิตนักโทษเป็นประธาน มีผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่หรือผู้แทน อัยการจังหวัดแห่งห้องที่หรือผู้แทน และเจ้าพนักงานเรือนจำตำแหน่งตั้งแต่พัสดีขึ้นไปแห่งเรือนจำท้องที่ที่ประหารชีวิตนักโทษ 1 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการ และในการนี้ให้มีผู้แทนกรมราชทัณฑ์แลผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งท้องที่หรือผู้แทนร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อจะต้องทำการประหารชีวิตนักโทษรายใด ให้กรมราชฑัณฑ์แจ้งให้เรือนจำทราบพร้อมส่งผลการตรวจสอบรูปถ่ายและลายพิมพ์นิ้วมือที่เก็บรักษาไว้ไปด้วย การประหารชีวิตจำทำในวันเวลาใดให้เรือนจำเป็นผู้กำหนดและให้แจ้งคณะกรรมการและสักขีพยานและกองทะเบียนประวัติอาชญากรรมทราบ

ขณะที่การประหารนั้นจะงดทำในวันหยุดราชการ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันพระกับวันสำคัญทางศาสนาของนักโทษที่จะถูกประหารชีวิต ขณะที่ก่อนนำตัวไปประหารชีวิตให้ผู้บัญชาการเรือนจำที่จะทำการประหารชีวิตนักโทษนำเอกสารอันเกี่ยวข้องกับผลการขอพระราชทานอภัยโทษไปอ่านให้นักโทษผู้นั้นฟัง ให้เรือนจำสอบถามนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตถึงการจัดการทรัพย์สินด้วย หากนักโทษมีความประสงค์จะเขียนจดหมายหรือส่งข้อความบอกกล่าวหรือจะโทรศัพท์พูดกับญาติหรือผู้ใด หรือมีความประสงค์จะทำสิ่งใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำพิจารณาแล้วเห็นสมควรก็ให้เรือนจำอำนวยความสะดวกให้ แต่การส่งข้อความหรือการพูดคุยโทรศัพท์สามารถกระทำได้ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ให้เรือนจำสอบถามนักโทษถึงอาหารมื้อสุดท้าย และหากไม่เป็นการเหลือวิสัยให้เรือนจำจัดให้ตามสมควร  ก่อนนำตัวไปประหารชีวิตนักโทษจะมีโอกาสได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อของตนในเวลาที่พอเหมาะ

นอกจากนี้การเตรียมยาหรือสารพิษต้องมีคณะกรรมการดูแลอย่างใกล้ชิด การการลงชื่อกำกับให้ชัดเจน และต้องมีการเปิดผนึกอุปกรณ์บรรจุยาหรือสารพิษต้องทำหน้าต่อคณะกรรมการ ต้องมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับการประหารชีวิตและจัดหารอุปกรณ์ที่จะใช้ในการฉีดยาหรือสารพิษให้พร้อม รวมทั้งเจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำการฉีดยาหรือสารพิษไม่น้อยกว่า 2 คน

เมื่อถึงเวลาประหารชีวิตนักโทษ ให้เรือนจำจัดเจ้าพนักงานเรือนจำรักษาความปลอดภัยและระวังเหตุให้อยู่ในความเรียบร้อยตามสมควรแล้วนำนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตไปยังสถานที่ซึ่งได้เตรียมไว้ และดำเนินการคือ 1.นำตัวนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตให้นอนลงบนเตียงที่จัดเตรียมไว้ พร้อมทั้งทำการพันธนาการเพื่อป้องกันมิให้นักโทษดิ้นรนขัดขืน 2.ให้เจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งโดยคำสั่งของผู้บัญชาการเรือนจำจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือที่เกี่ยวข้องให้พร้อม และทำการแทงเข็มสำหรับฉีดยาหรือสารพิษเข้าเส้นเลือดในร่างกายของนักโทษที่ถูกประหารรอไว้ โดยต่อเข้ากับสายท่อหรืออุปกรณ์บรรจุยาหรือสารพิษที่จะปล่อยเข้าสู่ร่างกายของนักโทษที่จะถูกประหาร พร้อมติดตั้งเครื่องตรวจวัดสัญญาณการเต้นของหัวใจเข้ากับร่างกายนักโทษที่จะถูกประหาร หันจอแสดงให้คณะกรรมการและสักขีพยานได้สังเกตเห็นชัดเจน

3. เมื่อได้รับสัญญาณให้ทำการประหารชีวิต ให้เจ้าพนักงานเรือนจำเป็นผู้ทำการฉีดยาหรือสารพิษจัดการปล่อยหรือฉีดยาหรือสารพิษ เข้าสู่ร่างกายของนักโทษประหารให้ตายเสียต่อหน้าคณะกรรมการและสักขีพยาน 4.ให้แพทย์ประจำเรือนจำที่ทำการประหารชีวิตนักโทษหรือแพทย์ของทางราชการ 1 คน ร่วมกับคณะกรรมการ ตรวจพิสูจน์การตายของนักโทษ และบันทึกคำยืนยันการตายของนักโทษที่ถูกประหารชีวิต และประกาศผลการประหารชีวิตให้สักขีพยานรับทราบในวันนั้น

จากนั้นให้เรือนจำจัดเก็บศพของนักโทษที่ถูกประหารชีวิตไว้ในเรือนจำไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง เมื่อล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวให้แพทย์ของทางราชการร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำตรวจสอบโดยทำบันทึกยืนยันการตายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วให้เรือนจำแจ้งญาติทราบ หากมีญาติมาขอรับให้มอบศพนั้นไป แต่ถ้าไม่มีญาติมาขอรับก็ให้จัดการเผาหรือฝังตามที่เรือนจำจะเห็นสมควรต่อไป


ภาพ : AFP

หมายเหตุ : ภาพที่ใช้เพื่อการประกอบข่าวเท่านั้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

THAI FIGHT WARRIORS

THAI FIGHT WARRIORS

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ