วันนี้ (20 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำแพงด้านข้างของโรงเรียนบ้านตานี เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงไม่นาน ซึ่งกำแพงดังกล่าวถูกสร้างจากงบประมาณกองทุนหมู่บ้านและเงินที่โรงเรียนขอเรี่ยไรจากชุมชน ชาวบ้าน เล่าว่า กำแพง 1 ช่อง ต้องบริจาคเงิน 4,000 บาท แต่ไม่เคยทราบว่ายอดเงินบริจาคทั้งหมดมีเท่าไหร่ และโรงเรียนใช้เงินตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะไม่เคยออกมาชี้แจง จากข้อมูลของผู้ใหญ่บ้าน ผู้สื่อข่าวทราบว่าโรงเรียนนี้เคยรับบริจาคเงินจากชุมชนหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเงินทั้งหมดถูกนำเข้าบัญชีของโรงเรียนอย่างถูกต้องและเต็มจำนวนหรือไม่ จนการตรวจสอบพบว่าเงินในบัญชีโรงเรียนอย่างน้อย 2 บัญชี คือ เงินอุดหนุนรายหัวและเงินนอกงบประมาณ เช่นค่าอาหารกลางวัน ถูกผู้อำนวยการเบิกถอนออกไปเกือบหมด โดยไม่มีคำชี้แจงว่าเงินกว่าล้านบาทหายไปไหน
โดยบัญชีของ โรงเรียนแห่งนี้ มีชื่อครูของโรงเรียน 3 คนในการเปิดบัญชี ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูฝ่ายการเงิน และครูอีกท่านหนึ่ง เป็นเจ้าของบัญชีร่วม ซึ่งเวลาเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง ต้องใช้ลายเซ็นต์ อย่างน้อย 2 ใน 3 คนนี้ ไปยื่นกับธนาคาร แต่น่าสนใจว่า ครูฝ่ายการเงินที่มีลายเซ็นต์ร่วมกับ ผอ.เกือบทุกครั้ง ยอมรับว่าตัวเองมีหน้าที่แค่ทำเอกสาร และเซ็นมอบฉันทะ ให้ผู้อำนวยการไปเบิกเงินด้วยตัวเองเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด บัญชีของโรงเรียนก็ถูกเก็บไว้ที่ ผอ. ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเงินอย่างที่ควรจะเป็น"
ด้าน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 ยอมรับทั้งเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนและเงินค่าอาหารกลางวันเด็ก ถูกโอนมาเป็นก้อนใหญ่ โดยให้โรงเรียนบริหารจัดการเองตามแผน ทำให้ผู้บริหารที่ไม่โปร่งใส อาจใช้ช่องว่าง หาผลประโยชน์ในรูปแบบเงินทอนได้ ซึ่งการตรวจสอบก็ทำได้ไม่ทั่วถึง เพราะบุคลากรมีน้อย ยกตัวอย่างที่เขต 3 มีโรงเรียนกว่า 230 โรงเรียน แต่มีผู้ตรวจสอบภายในเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น สพป.สุรินทร์เขต 3 ระบุว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานีมีมูลความผิดจริง และเชื่อว่าเอกสารสำคัญน่าจะอยู่ในห้องทำงาน ซึ่งถูกปิดล็อคไว้โดยมี ผอ.เป็นผู้ถือกุญแจเพียงคนเดียว ขณะที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าว ตั้งแต่ถูกสั่งย้ายมาที่ สพป.ได้ราว 20 วัน ก็พบว่าแอบมาเซ็นต์ชื่อลงเวลาไว้เพียง 3 วันเท่านั้น ก่อนจะหลบออกไป ทำให้การติดตามตัวเพื่อสืบทราบข้อเท็จจริงยิ่งทำได้ยาก
นฤดล ยุกิจภูติ ถ่ายภาพ
ปรารถนา พรมพิทักษ์ รายงาน