วันนี้ ( 23 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท วันโปรเกรสพาร์ท จำกัด ในพื้นที่อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ขออนุญาตประกอบกิจการหล่อหลอมพลาสติก ประเภท 53 และคัดแยกสิ่งของที่ไม่ใช่วัตถุอันตราย หรือประเภท 105 ซึ่งเคยถูกชาวบ้านร้องเรียนว่าส่งกลิ่นเหม็นตลอดทั้งวัน และถูกสั่งห้ามดำเนินกิจการจนกว่าจะปรับปรุงเสร็จเมื่อ 27 เมษายน แต่จากตรวจสอบพบว่า เครื่องจักรยังมีความร้อนอยู่คล้ายเพิ่งปิดเครื่อง และพบว่าไม่มีระบบกรองอากาศที่ได้มาตรฐาน
จากการตรวจค้นโดยรอบพบซากคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก วางกองรอบตัวบ้านพักในโรงงาน จากการประเมินคาดว่ามากกว่า 2 แสนเครื่อง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า โรงงานแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการคัดแยกวัสดุอันตราย ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่เจอถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ และจะขยายผลหาที่มา เบื้องต้นแจ้งข้อหา บริษัท และกรรมการบริษัท ฐานครอบครองวัตถุอันตราย ไม่มีใบอนุญาตคัดแยกวัตถุอันตราย ขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการระหว่างสั่งให้หยุดกิจการ และไม่ทำตามกฎกระทรวงเรื่องการปล่อยของเสียออกจากโรงงาน นอกจากนี้ มีข้อมูลด้วยว่า แผ่นกรองพลาสติกจากกระบวนการหล่อหลอม ซึ่งจัดเป็นของเสียอันตราย ที่ต้องถูกนำไปทำลายที่โรงงานฝังกลบและเผาประเภท 101 แต่กลับถูกนำไปทิ้งโดยฝากไปกับรถขยะเทศบาล โดยนำไปทิ้งรวมกับบ่อขยะชุมชน และบางส่วนมีแม่ค้ามารับไปขายต่อ
เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปโรงงานข้างเคียง ซึ่งเป็นโรงงานไม่มีชื่อ ถูกแบ่งพื้นที่ให้เช่าสำหรับทำโกดังเก็บของ และทำโรงงาน ภายในโรงงาน มีขยะอิเล็กส์ทรอนิกส์ หลายประเภท ทั้งจอทีวีเก่า ตัวเก็บประจุไฟฟ้า ถูกทิ้งร้างในโกดัง ตรวจสอบผพบมีผู้ดูแล 3 คน เป็นชาวจีน และชาวไทย จึงดำเนินคดี ฐานครอบครองวัตถุอันตราย ประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ปล่อยของเสียออกสู่ชุมชนโดยไม่ผ่านการบำบัด
ขณะที่จุดที่น่าสนใจ เกิดขึ้นที่ จ.ราชบุรี เมื่อวานนี้ นายอำเภอเมืองราชบุรี พร้อม พ.ต.อ.อภิชาต พุทธบุญ ผู้กำกับการ สภ.เมืองราชบุรี เข้าตรวจสอบ บริษัท มิราเคิล เลเธอร์ จำกัด ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานว่า มีกลิ่นเหม็นออกมาจากโรงงาน และเมื่อตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก จึงได้เข้าควบคุมตัวไว้ 43 คน แต่มีบางส่วนหลบหนีไปได้ แบ่งเป็นแรงงานชาวเมียนมาร์ 32 คน แรงงานชาวจีน 11 คน ซึ่งแรงงานชาวจีน อ้างว่า เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดูการทำงานของบริษัท เพื่อจะนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ เพราะพบว่ากำลังทำงานร่วมกัน และส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารการเข้าเมืองมาแสดง
การตรวจสอบภายในโรงงาน ยังพบขยะพลาสติก ที่มีส่วนประกอบของอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง คอมพิวเตอร์ และแผงไฟ มีทั้งที่ผ่านการคัดแยกแล้วและเตรียมคัดแยก บางส่วนกองรวมๆกันไว้ บางส่วนบรรจุในถุงบิ๊กแบ็กรวมแล้วมากกว่าหนึ่งพันตัน โดยบางส่วนถูกนำมาบดอัดและทำเป็นเม็ดพลาสติก เจ้าหน้าที่จึงเชิญนายอารยะ เนตรวงษ์ หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ราชบุรี ให้มาร่วมตรวจสอบ
นายอารยะ ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ได้เข้ามาตรวจสอบที่โรงงานแห่งนี้แล้ว ซึ่งขอจดทะเบียน เมื่อ 22 ส.ค.59 เจ้าของชื่อนายวิโรจวัฒน์ ชื้อเจริญกุล ขออนุญาตประกอบกิจการฟอกหนัง ทำหนังเทียม แต่กลับพบว่า นำขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกมารีไซเคิล จึงมีความผิดตาม พรบ.โรงงาน ฐานประกอบกิจการผิดประเภท เพรไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการทั้งอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติก และจะต้องตรวจสอบที่มาของซากอิเล็กทรอนิกส์ และพลาสติกเหล่านี้ด้วย และยังพบว่า โรงงานนี้ ถูกคำสั่งให้หยุดดำเนินการไปแล้ว แต่ยังทำงานอยู่ จึงต้องดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนคำสั่ง ด้วย