เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายธนกฤต ประกอบ หรือวุธ ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพอดีตแฟนสาว ขึ้นรถตู้ไปทำแผนชี้จุดในจุดเกิดเหตุท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยจากตำรวจและทหารเพื่อป้องกันฝูงชนเข้ารุมประชาทัณฑ์ โดยจุดแรกเดินทางไปยังอาคาร ดีดี แมนชั่น จุดที่ผู้ต้องหาลงมือก่อเหตุฆาตกรรม ซึ่งได้ทะเลาะกับผู้ตายก่อน เมื่อผู้ตายเผลอจึงใช้ค้อนทุบจนสลบ และเมื่อผู้ตายตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็โดนกระหน่ำทุบอีกครั้งก่อนจะลากศพไปในห้องน้ำ แล้วใช้มีดชำแหละเริ่มจากข้อเท้าซ้ายไล่ขึ้นมา ก่อนนำชิ้นส่วนศพใส่ถุงที่เตรียมไว้
ทั้งนี้ส่วนจุดที่ 2 เป็นจุดที่นายธนกฤต นำชิ้นส่วนศพไปทิ้งบริเวณป่าหญ้าข้างทาง ภายในซอยสามวา โดยมีประชาชนและเพื่อนคนตายยืนดูพูดจาสาปแช่งอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ตำรวจต้องกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งระหว่างทำแผนนั้น เพื่อนผู้ตายพยายามฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาทำร้ายร่างกายนายธนกฤตเพื่อรุมประชาทัณฑ์ จนเกิดความชุลมุนขึ้นเล็กน้อย ทางตำรวจจึงรีบทำแผนให้เสร็จสิ้น ก่อนเร่งพาตัวผู้ต้องหาคุมตัวกลับ สน.มีนบุรี ทันที เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ล่าสุด พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีฆ่าหั่นศพ เปิดเผยว่า จำเป็นต้องเลื่อนนำตัวนายธนกฤษ ขออำนาจศาลฝากขังออกไปก่อน เพราะต้องนำตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะสามารถนำตัวไปฝากขังได้ในวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.61) ส่วนจะเพิ่มข้อกล่าวหากับนายธนกฤษ หรือไม่ พันตำรวจเอกชาญวิทย์ ยืนยันว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่ขณะนี้ได้แจ้งข้อฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต และไม่ยืนยันว่า การกระทำของนายธนกฤษ จะเข้าข่ายข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฏหมายอาญามตรา 289 โทษสูงสุดคือประหารชีวิต หรือไม่ ต้องดูพฤติกรรมการก่อเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างสองปากคำเพิ่มเติม
ขณะที่ อีกประเด็นที่ตำรวจจะต้องสอบปากคำเพิ่มเติม หากจะแจ้งข้อหาหนัก คือ พฤติกรรมการก่อเหตุว่าการกระทำของผู้ต้องหาได้ทารุณกรรม ทรมาณ ผู้เสียชีวิตหรือไม่ สำหรับอาการของตัวผู้ต้องหา ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้มีอาการเครียดเล็กน้อย แต่สามารถพูดคุยได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปหาญาติพี่น้องแล้ว เบื้องต้นทราบว่านายธนกฤษ เป็นคนจังหวัดสตูล อาศัยอยู่กับญาติ เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ส่วนสาเหตุที่นายธนกฤษ ไม่หลบหนี หลังก่อเหตุและยังทำตัวปกติ มีการโพสต์เฟ๊ซบุ๊ค ตำรวจบอกว่า จากการสอบปากคำให้การว่า หากฆ่าแล้วบิดบังซ่อนเร้นศพ จะไม่มีใครทราบ มากกว่าการที่ฆ่าแล้วหลบหนี ซึ่งทำให้ตำรวจสามารถตามจับตัวได้ ล่าสุดตำรวจ ระบุว่า ชิ้นส่วนชิ้นที่ 14 ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนท่อนแขนขวาท่อนล่าง ที่หาไม่เจอ ขณะนี้ได้ครบทักชิ้นแล้ว โดยใช้สุนัขตำรวจมาช่วยหา