ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่าน 3 ช่องทาง คือ เว็บไซต์สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตู้ปณ.22 และการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ เลย และที่สำนักงานฯ สนามบินน้ำ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2561 รวม 3 เดือน
โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสลากแบบรวมชุด ผ่านเว็บไซต์ 5,885 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ขายสลากรายย่อย และตัวแทนจำหน่ายส่วนกลาง 47.44% รองลงมาเป็นผู้ลงทะเบียนซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ 22.72% ที่เหลือเป็นผู้ซื้อสลากประชาชนทั่วไป14.04 % มีความเห็นว่าสำนักงานฯ ควรทำสลากรวมชุดเอง 72.34% และเห็นว่าควรทำสลากแบบชุด 5 ใบ ราคาชุดละ 400 บาท 54.66 % รองลงมา 16.56% เห็นว่าสลากแบบชุด 2 ใบ ราคาชุดละ 160 บาท
สำหรับจุดจำหน่ายสลากแบบรวมชุดนั้น 62.20% ต้องการซื้อสลากจากจุดจำหน่ายประจำตรวจสอบได้ 20.90% ต้องการซื้อจากผู้จำหน่ายเร่ขาย 16.90 % ต้องการซื้อผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ออนไลน์ และต้องการซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่มีบัตรตัวแทนจำหน่าย 42.60 % ผู้จำหน่ายสลากทั่วไป 40.90 %
ทั้งนี้คณะกรรมการฯมีมติรับทราบรายงานผลและให้คณะกรรมการบริหารฯไปศึกษาเพิ่มเติม โดยมีประเด็นหลักคือ ควรจัดพิมพ์สลากแบบรวมชุดหรือไม่ และผลดี-ผลเสีย เบื้องต้นคณะกรรมการบริหารฯคิดไว้ 7 แนวทาง ได้แก่ 1. ไม่มีการจัดพิมพ์สลากแบบรวมชุด 2.จัดพิมพ์สลากทั้งหมด 3.จัดพิมพ์ระบบโควตาทั้งหมด 4.จัดพิมพ์ระบบโควตาบางส่วน 5.จัดพิมพ์ระบบซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ ทั้งหมด 6. จัดพิมพ์ระบบซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ บางส่วน และ 7.จัดพิมพ์ระบบโควตาบางส่วนและระบบซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯบางส่วน และเมื่อได้ผลการศึกษาที่ชัดเจน ครอบคลุมรวมทั้งข้อดี ข้อเสีย แล้วจะนำเสนอคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อไป