วันนี้ (5 ส.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุประตูรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง ขบวนรถรถหมายเลข 14 ช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งออกจากสถานีหมอชิตไปทั้งที่ ประตูปิดไม่ได้ แม้จะเป็นเหตุการณ์เพียง 2 นาที แต่ก็สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ บีทีเอส เร่งตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์และขบวนรถอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัย พร้อมเสนอให้ กรุงเทพมหานคร สั่งบริษัทระบบขนส่งมวลชน จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ผู้ได้รับสัมปทานบริหารการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ สายสุขุมวิท และ สายสีลม ที่เปิดใช้บริการมากว่า 18 ปี เร่งปรับระบบอาณัติสัญญาณควบคุมการเดินรถ เพื่อรองรับการย้ายไปใช้ช่องสัญญาณช่วง 800 – 900 เมกะเฮิร์ต ที่ กสทช. จัดเตรียมไว้ให้ใหม่ เพราะปัจจุบันนี้ บีทีเอส ใช้สัญญาณช่วง 2,400 – 2,500 เมกะเฮิร์ต ตรงกับช่วง “คลื่นฟรี” ที่เปิดให้ประชาชนใช้โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น Wi-Fi อุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สายต่างๆ ทำให้ในระยะหลัง รถไฟฟ้าเกิดขัดข้องบ่อย เพราะช่วงสัญญาณนี้มีประชาชนใช้เพิ่มขึ้นมาก จึงกระทบการเดินรถ
นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 2556 -2558 เกิดปัญหาบ้างเป็นบางครั้งตามลำดับ แต่ถี่ขึ้นในปี 2559 เกิดปัญหา 24 ครั้ง ในปี 2560 เกิดปัญหา 46 ครั้ง และปี 2561 เกิดขึ้นหลายครั้งต่อเดือน โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมย้ำว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง ไม่ใด้ส่งผลเฉพาะความล่าช้าของการเดินรถ แต่หมายถึงความปลอดภัยถึงชีวิตประชาชนผู้ใช้บริการ หากเป็นเช่นนี้ บีทีเอส จะให้บริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานไม่ได้ กทม. ต้องกำกับให้ผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาจ้างบริหารอย่างเคร่งครัด เรื่องความปลอดภัยและการเดินรถ ซึ่งต้องเป็นระบบอัตโนมัติเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการควบคุมด้วยมือ หรือ แบบแมนนวล เพราะจะทำให้รถช้าไม่เป็นตามตารางเดินรถ
ทั้งนี้ ต้องเร่งสรุปประเด็นการปรับเงิน จาก บีทีเอส ว่าดำเนินการไปแค่ไหน และรวมจำนวนเงินเท่าไร รวมถึงความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายคลื่นความถี่อย่างไร