ที่ One Bangkok Forum พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้คอนเซปต์ “ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย” นำโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช (จาติกวณิช) รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ทั้งยังมีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกภูมิภาค รวมถึงผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานครของพรรคบรรยากาศตั้งแต่ก่อนเริ่มงานมีประชาชนทยอยเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่สวมเสื้อโทนสีฟ้า สีประจำพรรค ผู้สมัคร สส.ออกมาพบปะพูดคุยกับประชาชนบริเวณด้านหน้างาน
ด้านนายอภิสิทธิ์ก็ออกมาทักทายประชาชน ซึ่งมีผู้สนับสนุนเข้าขอถ่ายภาพ และส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจก่อนงานปราศรัยจำนวนมาก
“อภิสิทธิ์” ซัด “อนุทิน” ด้อยค่าคนอื่น-สอดไส้นโยบาย “แลนด์บริดจ์”
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการจัดงานเวทีปราศรัยในวันนี้ ว่ามีอะไรเซอร์ไพรซ์หรือไม่ ว่า ตนเองไม่ได้คิดเรื่องเซอร์ไพรส์เท่ากับการทำให้ทุกอย่างชัดเจนว่าอีก 2 วันข้างหน้าใน ความสำคัญของการตัดสินใจของประชาชนคืออะไร
ส่วนที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เริ่มจาก 0 นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้เรามาไกลพอสมควร แต่ว่าเราก็ยังทำงานเหลืออีก 1 วันนี้ก็ยังทำงานเต็มที่ เพราะเรารู้ว่าเราเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นด้วยเงื่อนไขหลาย ๆ อย่าง ก็พยายามเร่งเต็มที่ แต่ว่ามาได้ไกลแล้ว
ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์พยายามลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายครั้งรวมถึงการจัดการงานปราศรัยใหญ่ในครั้งนี้ยังเลือกย่านใจบางเมืองกรุงเทพมหานคร นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริง ๆ หลายพรรคก็ปราศรัยอยู่บริเวณนี้ก็เป็นปกติธรรมดาของวันสุดท้ายในการปราศรัยใหญ่ แต่เราก็เดินทางไปเยอะ และอยากจะเดินทางไปมากกว่านี้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา อีกทั้งในบางวันตนเองก็ขึ้นไปกว่า 5-6 เวทีแล้ว
เมื่อถามว่ายังมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถชนะการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เชื่อว่าพี่น้องกรุงเทพหันกลับมาดูเรานะครับ แล้วก็จะให้การสนับสนุนเรามากเพียงพอหรือไม่แค่ไหนเนี่ยก็คงต้องไปติดตามกันในวันที่ 8 ครับ”
ส่วนเมื่อวานนี้ที่ไปเจอกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ บนเวทีดีเบตหนึ่งแล้วไปบอกว่าอยากจะพูดคุยกับทางด้านนายอนุทิน นั้น นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จริงๆแล้วก็เพียงแต่อยากจะบอกว่าอยากให้คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะเข้ามาสู่กระบวนการของการตรวจสอบ ในส่วนของการเลือกตั้งมันไม่ใช่เป็นเรื่องของพิธีกรรม แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนการที่เป็นสากล ที่อยากจะให้คนที่จะมาเสนอตัวมาเป็นผู้นำต้องสามารถที่จะมาแสดงวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่น ๆ บังเอิญประเด็นที่ตนเองหยิบยกมาเมื่อวานนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นเดียวกันก็คือว่า การที่ กกต. ขอให้ หรือกฎหมายขอให้พรรคการเมืองส่งนโยบายให้ทางด้าน กกต. เพื่อให้ประชาชนทราบว่านโยบายที่แท้จริงของพรรคคืออะไร การที่บอกว่ามีส่งไปเพียงแค่ 10 กว่านโยบายหรืออะไรต่าง ๆ แต่ในการหาเสียงเท่าที่ตนเองติดตามกลับพูดเยอะมาก ทำให้เราไม่รู้ว่าตกลงเป็นนโยบายหรือไม่ เช่นนโยบายพรรคภูมิใจไทยไปปราศรัยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เยอะมาก แต่เรื่องนี้ไม่ได้บรรจุอยู่ในนโยบายที่ไปส่ง ส่วนคณะนักวิจัยทีดีอาร์ไอไปตรวจก็บอกว่าดีแล้วที่ไม่ได้อยู่ในนโยบาย จึงทำให้ตนเองไม่รู้และประชาชนไม่รู้ว่านโยบายแลนด์บริดจ์มีอยู่ในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศรัยใหญ่ที่ลานหน้าเมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยบางช่วงการปราศรัยมีการพาดพิงถึงทางด้าน นายอภิสิทธิ์ ว่าไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรไม่มีประโยชน์ ขอคุยกับคนคอนมีประโยชน์มากกว่า นั้น นายอภิสิทธิ์ ตอบเรื่องนี้ว่า นายอนุทินไม่ได้มาพูดกับตนเอง แต่ไปพูดกับประชาชน เพียงแต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมาเปรียบเทียบว่าสิ่งที่นายอนุทินพูดและที่ตนเองพูดประชาชนจะว่าอย่างไร “ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่านนายกอาจจะคิดว่าท่านมีอำนาจใช้สื่อในฐานะรัฐบาล ท่านอาจจะคิดว่าไปปราศรัยภาคใต้ ด้อยค่าพวกผมแล้วมันเพียงพอ แต่ผมคิดว่าคนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ต้องพร้อมที่จะมาแข่งขันเท่านั้นเอง
โดยพรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยด้วยการฉายวิดีโอผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคในแต่ละภูมิภาค ที่เข้าร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้รับชม รวมถึงผู้สมัครที่เดินทางมาร่วมเวทีได้ร่วมรับชมด้วย
“ชวน” ชี้กระแส ปชป.ดีขึ้น หลังปรับทีม
ช่วงหนึ่งของงานได้มีการเปิดคลิปวิดีโอของนายชวน หลีกภัย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังทำหน้าที่หาเสียงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เล่าถึง จากการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงตลอดกว่า 50 วันที่ผ่านมา พบว่ากระแสความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคและการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ทำให้เชื่อว่าการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้ พรรคมีแนวโน้มได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้น
นายชวน ยังกล่าวด้วยว่า ได้ทำหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรี เพื่อทวงถามถึงนโยบายที่รัฐบาลเคยแถลงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต โดยระบุว่า แม้รัฐบาลจะประกาศแนวทาง “พูดแล้วทำ” แต่ในประเด็นการป้องกันการซื้อเสียงกลับมองว่ายังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง
นายชวน ยังเรียกร้องให้ประชาชนเลือกนักการเมืองที่มีอุดมการณ์และยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต โดยยกตัวอย่างการทำงานของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีบทบาทในการวางหลักธรรมาภิบาล ก่อนเชิญชวนประชาชนสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 27 และเลือกผู้สมัครของพรรคในแต่ละเขตทั่วประเทศ
“ดร.การดี” ประกาศพร้อมบริหารประเทศ เสนอโรดแมป 10 ปี
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ One Bangkok Forum ภายใต้แนวคิด “ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย” โดยย้ำว่าการตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองไม่ได้เป็นเพียงบทบาทผู้ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังเกิดจากประสบการณ์การทำงานด้านอนาคตศาสตร์ และความตั้งใจในฐานะแม่ที่ต้องการส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกและคนรุ่นต่อไป พร้อมระบุว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทนในแต่ละเขต แต่เป็นการตัดสินใจเลือกผู้นำที่มีความพร้อมบริหารประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในหลายจังหวัด ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ฝากความหวังถึงการกลับมาทำงานทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมชื่นชมถึงความเสียสละและความตั้งใจของทีมงานพรรค ซึ่งสะท้อนว่าประเทศจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีความสามารถและความรับผิดชอบต่ออนาคตของคนรุ่นใหม่
ดร.การดี ระบุว่า สถานการณ์โลกและเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความเปราะบาง การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายจึงต้องดำเนินอย่างรอบคอบและเป็นมืออาชีพ พร้อมเตือนว่าการดำเนินนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่งอาจสร้างภาระหนี้สินระยะยาวให้คนรุ่นหลัง โดยชี้ว่าคนไทยจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนี้ตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นต้องพิจารณานโยบายอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอว่าการบริหารประเทศต้องกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้และตรวจสอบได้ โดยมองว่าการเมืองควรตั้งอยู่บนเป้าหมายร่วมในการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ถึง 10 ปี ทั้งในด้านเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาอันดับความสามารถการแข่งขันของไทยลดลงจากปัจจัยด้านการลงทุน ปัญหาคอร์รัปชัน และอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างช่วงการบริหารประเทศในอดีตที่รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วหลังเผชิญวิกฤต
ดร.การดี ยังกล่าวถึงการยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องควบคู่กับความโปร่งใสและความยั่งยืน พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบตลาดทุนและภาคธุรกิจให้เป็นพื้นที่การลงทุนที่โปร่งใสและเป็นเศรษฐกิจสีขาว ขณะเดียวกันต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนให้เอื้อต่อผู้ประกอบการมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดที่ต้องแข่งขันกับต่างชาติ พร้อมเน้นว่าการเติบโตทางตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สะท้อนคุณภาพชีวิตประชาชน หากประชาชนยังต้องทำงานหนักแต่ยังเผชิญปัญหาหนี้สินหรือขาดโอกาสทางอาชีพ ก็ไม่ถือว่าประเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนา
ดร.การดี ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมองว่าการสร้างระบบบริหารที่โปร่งใสเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับจริยธรรมที่ต้องสูงกว่าข้อกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันไม่ให้คนรุ่นหลังต้องรู้สึกอับอายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมระบุว่าการพัฒนาประเทศต้องมองคุณภาพชีวิตในภาพรวม ทั้งเรื่องโอกาสในการทำงาน การลดความเหลื่อมล้ำ และการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น
ทั้งนี้ ดร.การดี ย้ำว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของอนาคตประเทศ โดยแสดงความกังวลต่อผลการประเมินทักษะนักเรียนไทยตามดัชนี PISA ที่อยู่ในระดับต่ำ พร้อมเสนอว่าการปฏิรูปประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องกำหนดนโยบายโดยยึดประโยชน์ของคนรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลาง พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่การเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีทิศทางต่างหากที่เป็นความเสี่ยงต่อประเทศ พร้อมเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความไว้วางใจจากประชาชน โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบหรือมุ่งหวังผลระยะสั้นอาจสร้างปัญหาระยะยาว พร้อมย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการรวบรวมคนรุ่นใหม่และผู้มีประสบการณ์ร่วมกันกำหนดเป้าหมายพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทยในระยะยาว