พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศัยใหญ่ ประกาศ "Yes We Can เราทำได้" ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงเย็นที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ
สีหศักดิ์ ลั่นพาไทยคืนเวทีโลก
นายสีหศักดิ์ ขึ้นเปิดเวทีปราศัยเป็นคนแรก โดยไม่คิดว่าจะมีคนเยอะขนาดนี้ ตนรู้สึกดีใจที่ได้พบทุกคน และยอมรับว่า ตื่นเต้น
ไม่คิดว่าจากกันเป็นนักการทูตอาชีพ จะได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย แต่สิ่งหนึ่งเชื่อว่า เราทำได้ ถ้าเราตั้งใจ
นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า เป็นห่วงการเมืองไทย เพราะประเทศไทยอยู่กับที่ บางครั้งดูถอยหลัง ด้วยซ้ำ และหายจากจอเรดาร์ในเวทีโลก เพราะการเมืองไทยไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่ดี และการทูตไทยก็เป็นการทูตตั้งรับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะต้องเลือกพรรคที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่า ประชาชนต้องการเห็นการเมืองใหม่ ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และต้องการเห็นผู้บริหารในรัฐบาลที่มีความสามารถ เป็นมืออาชีพ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะคนนอก แต่ก็มีคนในพรรคด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีคนรุ่นใหม่มาร่วมพรรคภูมิใจไทย สำคัญที่สุดเลย ต้องเป็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคนที่เป็นรัฐมนตรี หรือผู้บริหารรัฐบาล ต้องมี KPI ประเมินผล
บางช่วงนายสีหศักดิ์ ได้พูดถึงผลงานตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา โดยวันแรกมารับตำแหน่ง ปัญหาคอยอยู่แล้ว คือ ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาตนจำได้ว่า คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ 24 กันยายน 2568 ถัดจากนั้นวันที่ 25 กันยายน 2568 ต้องขึ้นเครื่องไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐฯ ซึ่ง เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุด ครั้งนั้นหลายคนทักท้วงว่า ยังไม่ได้แถลงนโยบาย แต่นายกรัฐมนตรีให้ไป เพราะเห็นความจำเป็น
ก่อนหน้าได้มีการเตรียมถ้อยแถลงที่หวังว่าไทยกับกัมพูชาจะเดินหน้า แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชามาแถลงไม่ใช่แบบนั้น แถลงใส่ร้าย ให้ร้าย ไทยเป็นผู้รุกราน แล้วกัมพูชาเป็นเหยื่อ จึงต้องมีการแก้ ถ้อยแถลงภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งตนพูดก็เป็นความในใจว่า ใครคือผู้รุกราน ใครคือเหยื่อและความจริงคืออะไร ซึ่งตนไม่ได้คาดคิดว่า จะทำให้คนไทยรู้สึกมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และเป็นวันที่ไทยพลิกเกมกับกัมพูชา จนกระทั่งเข้าสู่โต๊ะเจรจา และเข้าสู่การเจรจาหยุดจริง ปัจจุบันสามารถรักษาอธิปไตย รักษาความมั่นคงชายแดน ความสงบความปลอดภัย และจากเดิมเป็นตั้งรับ ตอนนี้เป็นฝ่ายรุกในเวทีระหว่างประเทศ
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้ปัจจุบันการหยุดยิงเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ก็เป็นภาวะเปราะบาง ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่กัมพูชาว่า จะจริงใจหรือไม่ ซึ่งในถ้อยแถลงตนบอกว่า ไทยและกัมพูชาตอนนี้มีอยู่ 2 เส้นทาง 1.เส้นทางขัดแย้ง 2.เส้นที่ไทยอยากไปคือ เส้นทางสันติภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับกัมพูชาว่าจะไปเส้นทางไหน
ปัจจุบันมีคนพูดว่าจะต้องสร้างรั้ว แต่ตนคิดว่ารั้วที่ดีที่สุดต้องมีรั้วคือ 1. ความเข้มแข็งของทหารไทย 2.ความเข้มแข็งทางการทูต และ 3.ความแข้มเข็งของผู้นำ
นอกจากนี้บางช่วงยังระบุถึง การประชุมสุดยอดอาเซียน ประชุมเอเปก ประชุมที่ดาวอส เพราะต้อเรียกความเชื่อมั่นของไทยกลับมา ซึ่งเราก็ทำได้ เพราะฉะนั้น 4 เดือนนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ผลงานเป็นอย่างไร สถานะของประเทศไทยเป็นอย่างไร
"สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ yes we can เราทำได้ ขอให้มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย มั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรา 4 เดือนนั้น ผมขอเป็น 4 ปี 4 ปีนี้จะเป็น 4 ปีที่ ประเทศไทยจะอยู่ในเวทีอย่างแท้จริงในแนวหน้า"
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในโลกปัจจุบันเป็นโลกที่ไร้ระเบียบไม่มีกติกา แม้หลายคนมีคำถามว่าไทยจะรอดหรือไม่ โดย 4 ปีข้างหน้าต้องมีการทูตที่มีชั้นเชิงมากขึ้น ต้องหาพันธมิตร ทั้งการมีความสัมพันธ์กับทุกขั้วเพื่อถ่วงดุล และการอาศัยกลไกของเพื่อนบ้านอาเซียน
อีกทั้งจะต้องเป็นการทูตเศรษฐกิจ ที่จะส่งเสริมการค้าเสรี การหาตลาดใหม่ รวมทั้งการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ผู้ใหญ่สอนว่าการทูตที่ดีที่จะประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเริ่มขึ้นในบ้านของเรา หากไม่จัดการบ้านของเราให้ดี หากไม่เลือกพักการเมืองที่ถูกต้องมาบริหารประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นการทำงานจึงต้องผนึกกำลังให้เป็นทีม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องความมั่นคงที่ต้องร่วมมือกับฝ่ายทหาร เราอยู่ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะเราต้องนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก ต้องนำพาความเปลี่ยนแปลง มาสู่ประเทศไทย
ช่วงท้ายนายสีหศักดิ์ ยังทิ้งท้ายว่า ขอให้มั่นใจพรรคภูมิใจไทย จะมาสร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับไทย จะมุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะเรามีผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง และสุดท้ายไทยต้องเป็นไทยในเวทีโลก
“เอกนิติ” ขออาสาทำต่อ ยังไม่หมดห่วง ต้องช่วยคนไทยแข่งขันได้บนเวทีโลก
นายเอกนิติ หนึ่งในดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย และผู้ช่วยหาเสียง ขึ้นกล่าวปราศรัยเปิดใจหลังทิ้งชีวิตราชการที่เหลืออยู่ 6 ปี มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า ตนเคยเห็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เคยเห็นคนตกงาน เคยเห็นธุรกิจที่เจ๊ง เห็นเพื่อนที่ต้องเลิกเรียนหนังสือ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้กับประเทศไทยได้อีก จะเห็นได้ว่าคนไทยรู้ และพูดแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาทำ ตนจึงอาสาออกมาทำ จนคิดว่า ถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำประเทศไทย จะเจอวิกฤตแน่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ตนเข้ามา เพราะเป็นห่วง มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของทั่วโลก ได้เตือนว่าเสถียรภาพการคลังของประเทศไทยเป็นลบ ทำให้โอกาสที่จะเจอวิกฤตินั้นสูงมาก ตนจึงเห็นทุกอย่างใน 73 วันแรก ได้ขอคืนหนี้ ธกส.ให้กับประชาชน ซึ่งไม่มีใครคืนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ตนก็ทำเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้ประเทศไทยรู้ว่าเราไม่ห่วยอย่างที่คิด
โดยในวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองว่าประเทศไทยมีมาตรฐานหรือมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนดีใจ ซึ่งตนได้ให้สัมภาษณ์ทุกที่ว่าไม่เสียใจเลยที่ทิ้งชีวิตราชการออกมา แล้วทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต
ทั้งนี้ตนเองได้ เสนอตัวขอนายกรัฐมนตรีทำโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ วันนี้กระทรวงการคลัง คาดการณ์แล้วว่าจีดีพีจะโตขึ้น 1.8 % ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูไม่เข้าใจแต่ไตรมาสที่ 4 ช่วงที่มีโครงการคนละครึ่ง โครงการเที่ยวดีมีคืน จะเห็นรอยยิ้มของใบหน้าชาวบ้าน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกมาจากราชการ เราเห็นความคึกคักและสิ่งต่าง ๆ เพราะประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นสามารถปิดหนี้ได้ ช่วยคนเป็นหนี้ให้สามารถปิดหนี้ได้ไว และช่วยชีวิตให้สามารถไปต่อได้ ยังมีโครงการ SMEs ที่เพิ่มสภาพคล่องให้ โดยกรมสรรพากรคืนภาษีให้กับ SEMs เม็ดเงินทั้งหมดนี้ไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มสักบาทเดียว เป็นเงินงบประมาณที่อนุมัติไว้อยู่แล้ว ให้สามารถหมุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายรอบ และใช้เงินจากแบงค์ชาติที่เหลืออยู่ เพื่อนำมาทำโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้
ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า จะไม่ทำประชานิยม เพราะมันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลานและทำให้ลูกหลานเป็นหนี้ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นเราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพใช้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง และขอไปบอกพรรคการเมืองว่าอย่าทำเลยประชานิยม
ตอนนี้ตนยังไม่สบายใจยังมีความทุกข์อยู่เพราะต่างชาติเล็งเห็นว่าไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชียตนไม่สามารถรับได้ และที่สำคัญเมื่อยกประเทศไทยออกจากหล่ม แต่ก็ยังไม่สบายใจเพราะเราจะสามารถทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแกร่งและแข่งกับเวทีโลกได้อย่างไร ภาพนี้คือภาพที่สะท้อนว่า “ทำไมตนจึงอาสาขอทำต่อ”
"ศุภจี" ยืนยัน ภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่
นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน
การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน
ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง
นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว
และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้
จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่
- มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม
- การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้
- การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง
ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่
ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ
เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น
ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้
ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า
และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้
ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ
ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด
ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้
นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา
นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ช่างภาพพีพีทีวี
ปราศรัยใหญ่ภูมิใจไทย
"อนุทิน" รับ ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้วหลังประกาศยกเลิก MOU 44 กลางเวทีปราศรัย
พรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นอีกเท่าหนึ่ง คาดหวังจะถึง 150 ที่หรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า เพิ่มอีกเท่าหนึ่ง ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย คาดหวังอะไรบ้างหรือไม่ เพราะถือว่าเปิดทุกหน้าตักแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า เราเป็นพรรคที่ต้องการสื่อสารประชาชนของเราตลอดเวลา เพื่อให้ทราบในเจตนารมย์และนโยบาย สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้รับทราบว่า พรรคภูมิใจไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องนโยบาย บุคลากร ความพร้อมประสานงานกับทุกฝ่ายเพื่อให้ไม่มีการสะดุด เมื่อถามว่า การพูดบนเวทีว่า ไม่เน้นสร้างศัตรูแต่เน้นสร้างมิตรภาพ แสดงว่าหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งสามารถจับมือได้กับทุกพรรค ทุกสีใช่หรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า จับกับทุกคนได้ถ้าเราไปในทิศทางเดียวกัน เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่พูดว่าเรายอมรับนโยบายทุกพรรค เพราะเชื่อว่านโยบายต่างๆ เป็นประโยชน์กับประชาชน เดี๋ยวจะหาว่าจะรับกาสิโน ถ้าเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกแยกชัดเจนอันนี้ไม่รับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปราศรัยที่ผ่านมาไม่มีการพูดถึงเรื่องนโยบายการทุจริต นายอนุทิน ตอบเพียงว่า หากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเป็นรัฐบาล ความเสี่ยงด้านทุจริตจะไม่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ในเรื่องของการแก้ MOU 44 ที่ประกาศกลางเวทีปราศรัย ว่า เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องการจะทำ อะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่มีความคืบหน้าได้ถูกยกเลิกไป หรือเงื่อนไขกฎเกณฑ์ไหนที่ใช้ไม่ได้ ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่มาทดแทน และนำมาพูดคุยเพื่อเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ตอบสั้นๆ ว่า ครับ ส่วนเมื่อถามต่อว่า ทำไมถึงไม่เสนอให้ยกเลิก MOU 43 ด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า จุดนั้นยังเป็นเรื่องที่มีการปักปันเขตแดนมาในระดับหนึ่งแล้ว และสิ่งที่เราดำเนินการภายใต้ MOU 43 ก็เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดใด ส่วนที่มีความเคลือบแคลงสงสัย เราได้เข้าไปควบคุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ประกาศให้ยกเลิก MOU 43 ด้วย / นายอนุทิน บอกว่ามันยังมีสิ่งที่ดำเนินการอยู่ ถ้าเป็นไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับคนไทย ก็พร้อมที่จะปรับปรุงปรับเปลี่ยน หรือว่าดำเนินการใดใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย