ที่สวนลุมพินี พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่กรุงเทพมหานคร เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ในช่วงโค้งสำคัญก่อนการเลือกตั้ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปิดเวทีปราศรัยใหญ่กรุงเทพมหานครเป็นคนสุดท้าย โดยเริ่มต้นด้วยการสอบถามความรู้สึกของประชาชนที่มาร่วมฟังปราศรัย ทั้งความสุข ความสบายของสภาพอากาศ ความโล่งใจ และความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย พร้อมระบุว่าสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ เพราะทุกคนคือภูมิใจไทย
นายอนุทิน ขอบคุณประชาชนที่ให้เกียรติมาร่วมรับฟังการปราศรัยของพรรค ซึ่งถือเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในกรุงเทพมหานคร พร้อมขอให้สื่อมวลชนรายงานถ้อยคำที่กล่าวทั้งหมดในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ในฐานะนายกรัฐมนตรี หากมีเนื้อหาใดกระทบกระแทกฝ่ายใด ขอให้รับรู้ว่าเป็นการแสดงจุดยืนของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
จากนั้น นายอนุทิน ขอร้องให้ประชาชนให้ความสนใจบ้านเมืองมากกว่าการเมือง โดยระบุว่าช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ตนลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเมื่อรวบรวมเสียงสะท้อนทั้งหมดแล้ว เห็นชัดว่าเป็นคำสั่งจากประชาชนที่ต้องการให้รักษาแผ่นดินไทย ไม่ให้ประเทศใดมารุกรานหรือยึดครองดินแดนไทยได้อีก พร้อมย้ำเสียงสะท้อนที่ดังก้องทั่วประเทศว่าอย่าเปิดด่าน
นายอนุทิน ประกาศรับปากว่าจะปกป้องรักษาแผ่นดินไทยด้วยชีวิต และยืนยันว่าจะปิดด่านชายแดนไทย กัมพูชา จนกว่าประชาชนคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อาณัติของบุคคลหรืออำนาจใด ที่ทำให้ไม่สามารถรับฟังเจตจำนงของประชาชนคนไทยได้
ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน กล่าวถึงสถานการณ์ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา โดยชี้ว่าประชาชนทั่วประเทศคงเห็นชัดแล้วว่า แนวทางการรักษาอธิปไตยของตนแตกต่างจากฝ่ายอื่นอย่างสิ้นเชิง พร้อมยืนยันว่าเหตุที่ตนไม่ยอมทำตามแรงกดดันใด ๆ ก็เพราะไม่ยอมทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนไทย
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีของกัมพูชาโพสต์ข้อความในลักษณะข่มขู่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าหากไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ต้องไม่เลือกตนและไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย พร้อมแนะนำให้คนไทยเลือกพรรคการเมืองอื่นแทน ซึ่งนายอนุทิน มองว่าเป็นการแทรกแซงและไม่เหมาะสม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลของคนไทย 100% ไม่ติดหนี้บุญคุณต่างชาติ และจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทุกฝ่ายที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทย
นายอนุทิน ระบุว่า หากประชาชนทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีคนนั้น หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจได้ยินเสียงเฉลิมฉลองจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากประชาชนต้องการรัฐบาลของคนไทยอย่างแท้จริง ต้องการผู้นำที่ทำให้ประเทศศัตรูไม่กล้าข่มขู่หรือรุกรานแผ่นดินไทยอีก ก็ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทย โดยกาเบอร์ 37 บัตรสีชมพู และเลือกผู้สมัครของพรรคให้ได้ สส. มากที่สุดทั่วประเทศ
นายอนุทิน กล่าวถึงการทำงานตลอด 3–4 เดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่สามารถดำเนินนโยบายหลายเรื่องที่รัฐบาลเสียงข้างมากในอดีตไม่สามารถทำได้ พร้อมระบุว่าตนถูกขู่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ตลอดเวลา แต่เลือกที่จะตัดสินใจยุบสภา เพราะให้ความสำคัญกับประเทศชาติมากกว่าการอยู่ในอำนาจ โดยย้ำว่า “รัฐบาลอยู่ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ประเทศไทยต้องอยู่ได้”
ในประเด็นการเปิดด่านชายแดน นายอนุทิน ระบุว่าไม่จำเป็นต้องจัดประชามติ เพราะการเลือกตั้งคือคำตอบ หากประชาชนกาเบอร์ 37 ทั้งประเทศ ก็ถือเป็นประชามติที่ชัดเจนว่าคนไทยไม่ต้องการให้เปิดด่าน
จากนั้น นายอนุทิน กล่าวถึงคำสั่งที่สองจากประชาชน คือการปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐไทยและพระราชอำนาจ จะไม่มีวันเกิดขึ้น
นายอนุทิน กล่าวต่อถึงคำสั่งที่สามคือการนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีเกียรติ มีอำนาจต่อรอง และไม่ทำให้คนไทยเสียหน้าต่อประเทศใด พร้อมย้ำว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ตั้งอยู่บนหลักว่า ประเทศไทยต้องได้เปรียบและไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงใด ๆ
สำหรับคำสั่งที่สี่คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยระบุว่าโครงการคนละครึ่งพลัสได้เริ่มดำเนินการแล้ว และหากพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจหลังการเลือกตั้ง จะเดินหน้าคนละครึ่งเฟส 2 ต่อทันที พร้อมชูแนวคิดเพิ่มรายได้ เสริมทักษะ และสร้างโอกาสให้ประชาชนยืนอยู่บนขาของตนเอง ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงปัญหาความแตกแยกทางการเมือง โดยระบุว่านักการเมืองไม่ควรสร้างความเกลียดชัง เพราะสุดท้ายจะทำให้ประเทศอ่อนแอ พร้อมย้ำว่าการรักชาติไม่ใช่เรื่องผิด และหากจะรักชาติไทย ก็ขอให้รักอย่างเต็มที่
ช่วงท้าย นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้รับ สส.เขตจำนวนมาก จะผลักดันให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดเผยว่าได้เตรียมทีมคณะรัฐมนตรีไว้แล้ว และให้คำมั่นว่าจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และทำให้ประชาชนรู้สึกภาคภูมิใจและไว้วางใจในรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย