พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ หนึ่งในคณะทำงานที่เป็นผู้ติดตามตัวของอดีตพระเณรคำกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เปิดเผยกับรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ความยากในการดำเนินคดีนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ดำเนินคดีในประเทศไทย กับส่วนที่อยู่ต่างประเทศ
ในช่วงเวลานั้นปี 2556 อดีตพระเณรคำเป็นพระพระที่มีชื่อเสียงมาก และมีผู้ให้ความเคารพนับถือค่อนข้างมาก ทั้งการเขียนหนังสือ ใช้เว็บไซต์แสดงอิทธิฤทธิต่างๆ เมื่อทางดีเอสไอรับคดีมา สิ่งที่ทำอย่างแรก คือ การวางแผน และแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน เพราะคดีนี้ในตอนแรกอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น แต่หลังจากที่ดีเอสไอรับคดีมาแล้ว จึงได้ทำการวิเคราะห์ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเริ่มต้นจากแหล่งข่าวเปิดก่อนว่า มีพระภิกษุที่ถูกดำเนินคดีแล้วสำเร็จถึงขั้นไหนบ้าง อาจจะไม่เป็นคดีอาญาแต่เป็นเรื่องอื่นๆ ซึ่งพบว่าน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องของการตรวจสอบทรัพย์สิน เนื่องจากอยู่ระหว่างกลางของความเลื่อมใสศรัทธา กับการยักยอก แต่อีกส่วนหนึ่งไปตรวจสอบหลายคดีที่ผ่านมาพบว่า ความสำเร็จในการพิสูจน์มันจะเกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่เคยมีผู้ทำสำเร็จ มีข้อเท็จจริงปรากฎชัด จึงได้นำเรื่องทางเพศเป็นประเด็นนำ เพราะได้แหล่งข่าวที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับเณรคำในการให้ข้อมูลเรื่องนี้
โดยมองว่าเณรคำไม่ใช่พระ เพราะว่าเณรคำไปมีเพศสัมพันธ์กับอดีตภรรยาตั้งแต่ยังเป็นสามเณร มันต้องปาราชิกโดยสภาพ และยังแอบอ้างมาตลอด ซึ่งหมายความว่าไม่มีสภาพเป็นพระอยู่แล้ว แต่มาหาผลประโยชน์ตรงนี้
ในส่วนของความมีชื่อเสียงก็ต้องทำให้เร็ว เร่งหาพยานสำคัญให้ได้ประจักษ์พยาน ก็คืออดีตภรรยาในเบื้องต้น ซึ่งอดีตภรรยาก็ให้ความร่วมมืออย่างดี รับสารภาพ และพาไปชี้จุดที่มีเพศสัมพันธ์กัน สถานที่เลี้ยงลูก และสอบบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แต่ก็เกิดช่วงที่ทำให้คดียุ่งเหยิง คือ น้องชายของเณรคำมาทำให้เข้าใจผิด ว่า ตนเองเป็นคนที่อยู่ในรูปไม่ใช่เณรคำ และมีสาวกต่างๆ แต่งตัวเป็นลิเกและเงาะป่า มาทำให้สับสน มาเผารถหน้าโรงงาน แต่สุดท้ายพอขอตรวจดีเอ็นเอไม่ยอม แต่ทางดีเอสไอก็ไปได้พยานปากำคัญที่มีหมากที่เณรคำเคี้ยว และชาวบ้านเก็บไว้ด้วยความศรัทธา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งผลจากการตรวจทางวิทยาศาสตร์ก็สกัดดีเอ็นเอได้ และเมื่อไปเก็บดีเอ็นเอของภรรยา และลูก ผลการตรวจก็ตรงกัน ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าแนวทางการเดินถูกต้อง จึงได้นำคดีนี้เป็นตัวนำ พิสูจน์ตั้งแต่การชำเรา การพรากผู้เยาว์ การอนาจาร ซึ่งคดีนี้ยังไม่ตัดสิน จากนั้นก็ตรวจสอบเรื่องของการหลอกลวง โดยเณรคำมีกลยุทธ์คือการไปจ้างคนเขียนหนังสือ กับการใช้เว็บไซต์ในการโปรโมตตัวเอง การหลอกลวงว่าตัวเองไปพบองค์อินทร์ ก็ใช้เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย นี่ก็เป็นมูลเหตุว่าทำไมเณรคำจึงได้เงินเยอะ เพราะใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งมองในมุมของอาชญากรรมโซเชียลมีเดียก็มีผลเยอะ
หลังจากนั้นยังพบว่ามีผู้เสียหายอีก 29 คน ซึ่งตรงจุดนี้ก็มีความยาก เพราะไม่มีใครอยากบอกว่าตนเองถูกหลอก เพราะบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องของความเชื่อในศาสนาพุทธ กว่าจะหาพยานที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ที่จริงๆมีมากกว่านี้ แต่คนที่จะกล้าให้การก็มีเพียงคนเดียวที่เหลือก็ไม่ยอมให้การ ท้ายที่สุดก็ออกหมายจับได้ในระยะเวลา 1 เดือน ในคดีเพศ หลังจากนั้นก็หมายจับในคดีอื่นๆเรียงตามไป ซึ่งหมายความว่ากระบวนการในประเทศไทยก็จบแล้ว
สำหรับการประเมินทรัพย์สินของเณรคำที่ได้จากการฉ้อโกงมามีมูลค่าเป็นหลักพันล้าน แต่ในสำนวนที่มีผู้เสียหาย 29 คน และเงินอีก 28 ล้าน กับข้อเท็จจริงอาจจะไม่ไปด้วยกัน เนื่องจากไม่มีใครอยากมาให้การ บางคนก็ทำบุญ ในส่วนของทรัพย์สินบางส่วนก็เอาไปทำวัด บางส่วนก็เอาไปสร้างบ้านของตัวเอง ไปซื้อทรัพย์สินของตัวเองเปลี่ยนรถป้ายแดงอยู่ตลอด เอาไปทำสิ่งต่างๆ อีกส่วนก็มีการถ่ายโอนไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางดีเอสไอได้หลักฐานมาจากสหรัฐฯตอนไปประสานงาน และมีความพยายามที่จะติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะหากปล่อยให้คนที่ไม่ใช่พระ และมาทำตัวเป็นพระยังอยู่ ก็จะเกิดขึ้นติดตามมาอีก จึงได้มีการตั้งปณิธานการทำคดีกับทีมงานว่า ภายใน 1 เดือนออกหมายจับ ภายใน 5 วัน ถอนหนังสือเดินทาง และประสานงาน
โดยอีก 1 เดือนต่อมาได้เดินทาวไปที่สหรัฐฯ ซึ่งก็มีหลักฐานว่าเณรคำไปซื้อสินค้าแบรนด์เนม ไปพักโรงแรมต่างๆ และเป็นข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ให้ทางการสหรัฐฯเห็นว่า สำคัญมากต่อความมั่นคงของประเทศ และพระพุทธศาสนา ต่อมาได้มีการพูดคุยกันของอัยการในประเทศไทย อัยการที่สหรัฐฯ ก่อนที่จะมีการแสดงเจตนารมย์ครั้งสุดท้ายเพื่อประชุมถึงความต้องการที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการ พร้อมยืนยันเจตนารมย์ จนสามารถนำตัวกลับมาได้
ขณะที่ในมุมมองของ นพ.มโน เลาหวณิช รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม. รังสิต มองว่า การเอาผิดในคดีที่เกี่ยวกับพระ เป็นคดีที่ยากเสมอ ไม่ว่าคดีของพระรูปใดที่ผ่านมายากทั้งนั้น เพราะเป็นพระดังมีลูกศิษย์เยอะ ยกตัวอย่างคดีของพระธัมชโยก็มีความชัดเจน ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่อัยการสูงสุดสั่งจำหน่าย 52 คดี พร้อมๆกัน แม้กระทั่งมีลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชก็ยังเอาเรื่องไม่ได้
แต่ในส่วนของคดีที่เป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในกรณีของเณรคำ ประเทศแถบยุโรป อย่างสหรัฐอเมริกาจะมองเห็นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่ทางการต่างประเทศอาจจะไม่เข้าใจ คือกรณีของพระพรหมเมธี ทำไมพระภิกษุจึงเป็นบุคคลของรัฐได้ ถือพาสปอร์ตราชการได้ มีการตัดสินใจและนำเงินจากรัฐไปใช้ได้ ทำไมนักบวชถึงทำได้ ตรงจุดนี้จะไม่เข้าใจ ซึ่งการลี้ภัยไม่ได้ใช้ประเด็นนี้ แต่ใช้ประเด็นว่าอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้ใช้เงื่อนไขทางศาสนา หรือ ว่าทางการเมือง ซึ่งทางประเทศเยอรมันไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจะทำให้การนำตัวกลับมาเป็นไปได้ยาก
ชมคลิปที่นี่ : “อดีตรองอธิบดี DSI ” เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ "ไล่ล่าเณรคำ" จาก "อเมริกา กลับ เมืองไทย"
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้