วันที่ 13 ก.ย. รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีที่มีพยานรายหนึ่งในสำนวนคดีฮั้ว สว. ได้มีการร้องสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รายหนึ่ง ซึ่งเป็น 1 ในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งเป็นสำนวนของดีเอสไอ และในสำนวนของ กกต. ตามกฎหมายเลือกตั้ง คือ สำนวนคดีฮั้วเลือก สว.67 ภายใต้ชื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ว่ามีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน เพื่อให้สร้างพยานหลักฐานเท็จสำหรับใส่ร้ายว่าพยานมีส่วนร่วมในการฮั้วเลือก สว.
แต่หากพยานให้ความร่วมมือจะกันไว้เป็นพยานในคดีแทน ทำให้พยานเกิดความหวาดกลัวว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีแผนจะใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือในการทำคดีอาญา จึงต้องให้การดังกล่าวไป แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล พยานจึงเกิดความสบายใจ รู้สึกถึงความปลอดภัยในชีวิต เป็นเหตุให้พยานต้องการแก้ไขข้อความ (กลับคำให้การ) และส่งหนังสือกลับคำให้การดังกล่าวลงวันที่ 29 ต.ค.2568 ไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมระบุด้วยว่า พยานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้กับพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ไว้เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบไปยังดีเอสไอ ทราบว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายดังกล่าว ที่ถูกอ้างว่ามีการร้องเรียนสอบสวนทางวินัยร้ายแรงไว้นั้น ทางดีเอสไอยังไม่พบการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการเป็น 1 ในคณะพนักงานสอบสวนของสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. เนื่องด้วยได้ปฎิบัติหน้าที่สอบสวนปากคำพยานตามกฏหมายบัญญัติไว้ ทำให้สถานะล่าสุดของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายนี้ ทางดีเอสไอจึงยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแต่อย่างใด
และปัจจุบันนี้อธิบดีดีเอสไอได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายนี้ ไปปฏิบัติราชการเป็นผู้อำนวยการส่วนแผนงานและอัตรากำลังกลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล แทนตำแหน่งเดิม (ผู้อำนวยการส่วน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ส่วนคดีการค้ามนุษย์ 1 กองคดีการค้ามนุษย์)
อย่างไรก็ตามสำหรับพยานรายนี้ที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไว้กับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีการข่มขู่ตนเองในการให้ปากคำนั้น พบข้อมูลว่าเป็นนักการเมืองระดับชาติ และยังเป็นพยานปากสำคัญในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.67 โดยเดิมทีแรก คณะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกสอบปากคำพยาน แต่เจ้าตัวก็ไม่ให้ความร่วมมือมาให้ปากคำ และเจ้าตัวยังยืนยันด้วยว่าไม่ขอให้การเพิ่มเติมใด ๆ แต่ต่อมาก็ได้เข้ามาให้การกับคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ตามข้อความคำให้การเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าตัวกลับส่งหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขคำให้การเดิม ซึ่งเป็นคำให้การที่แตกต่างกันไปอย่างเช่นสิ้นเชิง
ซึ่งรายงานว่าระบุว่า ถือเป็นความผิดปกติหรือไม่ ที่คำให้การของพยานรายสำคัญในครั้งแรกๆ กับครั้งหลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายนี้ ได้มีการปฎิบัติหน้าที่สอบสวนปากคำพยานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ มีการตั้งประเด็นสอบปากคำตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดี ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่มีการกลั่นแกล้งหรือข่มขู่พยานรายใดในคดีทั้งสิ้น