"สาทิตย์"ชี้ ลดขัดแย้งการเมือง"ทักษิณ" ต้องถอย "ณัฐวุฒิ" เผย"อย่ายึดติดตัวบุคคล"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อดีตแกนนำกปปส. ชี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังเป็นปัญหาหลักของความขัดแย้งทางการเมือง เชื่ออยากกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ขณะที่แกนนำนปช. ชี้อย่ายึดติดตัวบุคคล แนะ ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศคลายล็อกพรรคเมืองก็ได้แต่ละพรรคเริ่มความเคลื่อนไหวบ้างแล้ว วันนี้ 17 ก.ย.261 รายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” ได้ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตกับแกนนำกปปส. และแกนนำนปช.ว่าจะมีทิศทางใด

 โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตแกนนำกปปส. มองว่า การต่อสู้มีหลากหลายแนวทางบ้านเมืองผ่านจุดการต่อสู้บนท้องถนน เพราะตอนนั้นมีเงื่อนไขและปัจจัย ก็คือ เรื่องกฏหมายนิรโทษกรรม ตอนนั้นสภาผู้แทนราษฎร ถูกเรียกว่าสภาทาส ก็คือไม่ฟังใครเลย ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนของนายทุนพรรคการเมือง ที่เดินผิดทำนองคลองธรรม ผิดจารีต ไปขัดหลัก นิติรัฐ นิติธรรม จึงมีเงื่อนไขให้คนลุกขึ้นมาได้ แต่หลังจากพ้นจุดนั้นไปแล้ว แนวทางการต่อสู้กับระบอบทักษิณก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเวทีรัฐสภา รออยู่ในวันข้างหน้า มีเวทีการต่อสู้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ผ่านทางกระบวนการช่องทางวิชาการ ทำให้คิดว่ายังไม่มีช่องทางที่จะพูดถึงเรื่องการชุมนุมใหญ่

ส่วนการต่อสู้ระบอบทักษิณจะต้องไปถึงจุดไหน นั้น ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงประชาธิปไตยสามก๊ก  คือ ก๊กทักษิณ ก๊กคสช. และก๊กประชาธิปัตย์  แต่ถ้าพูดในทางการเมืองคือ  เราจะไม่เอาประชาธิปไตยแบบทักษิณ คือ ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ ควบรวมอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหารเข้าด้วยกันแล้วแทรกแซงทุกส่วนเพื่อให้ศูนย์กลางมีอำนาจ เราไม่เอาประชาธิปไตยแบบเผด็จการทหาร ซึ่งทุกอย่างก็อยู่ในศูนย์กลางอำนาจเหมือนกัน แต่เราต้องการประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามดำเนินการ นี่คือ การสู้ระบอบทักษิณ ที่ไม่เอาประชาธิปไตยรวมศูนย์

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าถึงแม้พรรคในระบอบทักษิณ จะถุกยุบหลายครั้งแต่ก็ยังกลับมาชนะอีก และดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธเสียงส่วนใหญ่ นั้น นายสาทิตย์ ยืนยันว่า ไม่ใช่การปฏิเสธเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าไปศึกษาประชาธิปไตยในโลก มาถึงจุดหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยนำไปสู่แนวคิดแบบประชานิยม คือต้องการคะแนนเสียง แต่เมื่อถึงจุดที่ประชานิยมให้คนเยอะๆโดยไม่คิดถึงความยั่งยืนก็จะเป็นแบบประเทศเวเนซุเอล่า บังเอิญระบอบทักษิณทำประชานิยมมาถึงจุดหนึ่งที่ใกล้ๆครึ่งหนึ่งของเวเนซุเอล่า ก็คือ เรื่องโครงการรับจำนำข้าว แต่ก็ถูกหยุดยั้งก่อน ดังนั้นเรามีหน้าที่ไปชี้แจงประชาชนว่า ประชานิยมมีส่วนหนึ่งที่ตอบสนองชาวบ้านได้จริง แต่อีกด้านหนึ่งมันทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศ ถ้าประชาธิปัตย์จะเดินในแบบประชาธิปไตย ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเราก็ต้องลงไปทำความเข้าใจให้กับประชาชน อาจจะพ่ายแพ้ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 แต่เรายังมีครั้งที่ 3ครั้งที่ 4 ต้องยืนหยัดให้เป็นแบบนั้น และ ไม่มีพรรคการเมืองใดในโลกชนะตลอดกาล ยกเว้น พรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกา ก็สลับกันแพ้ชนะ พรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน ฉะนั้นจะแพ้การเลือกตั้ง 3 ครั้ง หรือ 6-7 ครั้งแต่เราไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ทางความคิด แต่เลือกตั้งครั้งต่อไปต้องเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้สอดคล้องกับประชาชนมากขึ้น และ ต้องปฏิรูปพรรค

ส่วนที่นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาพูดแล้วว่า เลือกตั้งปี2562 เพื่อไทยจะชนะเหมือนหิมะถล่ม ส่วนตัวมองว่า หิมะจะถล่มพรรคเพื่อไทยต่างหาก เพราะ นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดแล้วว่าหิมะจะถล่มได้อย่างไร เพราะคนที่พรรคเพื่อไทยจะส่งลงเลือกตั้งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปหมดแล้ว ดังนั้นจะส่งใครลงสู้ศึกเลือกตั้ง คือ นายทักษิณเป็นคนเก่งปล่อยวาทะกรรม เพื่อชี้นำผลการเลือกตั้ง เขาจะพูดว่าชนะเสมอเพื่อโน้มน้าวให้คนเลือกผู้ชนะ

ที่ผ่านมานายทักษิณ ก็ชนะการเลือกตั้ง 2ครั้งแต่ก็ไม่สามารถอยู่ในอำนาจเพราะไปเจอหุ้นชินคอบ จนตัวเองอยู่ไม่ได้ ถ้าตัวเองไม่ได้ทำผิด ไม่ทำชั่ว ไม่ทำผิดกฎหมายใครจะเอาผิดได้ ตนมองเห็นโอกาสของนายทักษิณในตอนนั้น ทั้งๆที่อยู่ฝ่ายค้าน ถ้าเขาทำเพื่อชาติบ้านเมืองจะเป็นคนสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล แต่สุดท้ายนายทักษิณก็หนีไม่พ้นผลประโยชน์ของตัวเอง ครอบครัว และพวกพ้องจึงติดกับดักความโลภของตัวเองแล้วทำผิดกฎหมายเสียเอง แทนที่จะผิดเฉพาะนายทักษิณ แต่ก็ลากประเทศชาติไปสู่ความวุ่นวายไปด้วย นี่คือสิ่งที่นายทักษิณต้องยอมรับ

ส่วนกรณีนาย นคร มาชิม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาพูดว่าสู้อย่างไรก็ไม่ชนะทักษิณ จนต้องไปร่วมกับขุนทหารเพื่อล้มให้ได้นั้น ตอนที่นาย นคร พูดเรื่องนี้ก็ได้ย้ายไปอยู่พรรคชาติพัฒนาแล้ว ทำให้คนก็ยังคิดว่านายนคร อยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนที่นาย นคร อยู่ประชาธิปัตย์เป็นคนต่อต้านทักษิณตัวยง แต่ไม่ได้เป็นเบอร์ใหญ่ที่จะไปพูดคุยกับขุนทหารได้ พอเขาซักว่าขุนทหารที่คุณไปคุยด้วยคือใคร ก็มีอาการอึกอัก  และ นายนครเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งของกระดานการเมือง

ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งประชาชนจะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจและคล้ายเหตุการณ์เมื่อปี 2535 หรือไม่ ต้องถามว่าสิ่งสำคัญคือจะกลับมาอย่างไร ถ้ามาโดยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าถูกต้อง ตนจึงพยายามบอกว่าไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะต้องไปล้มพล.อ.ประยุทธ์

ส่วนที่บอกว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ก็เป็นความคิดของบางฝ่ายเท่านั้น แต่ประชาชนจะตัดสินใจเอง อย่าลืมว่าเรามีความขัดแย้งบนท้องถนนมาเกือบ10ปี คนเรียนรู้การเมืองเยอะขึ้น คนมีสื่อในมือเยอะขึ้น มีโซเชียลมีเดีย และความรู้สึกร่วมของคนในประเทศคืออยากให้มีการเลือกตั้ง และเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องจับมือกันเพื่อให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

นายทักษิณ ยังเป็นปัญหาของการเมืองไทยหรือไม่ นายสาทิตย์ มองว่า ยังเป็นปัญหาหลัก แต่ไม่ใช่ตัวนายทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นระบอบทักษิณที่มีเครือข่าย มีกระบวนการอยู่ตรงนั้น และ เขาก็อยากกลับเข้ามามีอำนาจ ซึ่งวิธีที่เขากลับมามีอำนาจอีกอาจเป็นเงื่อนไขที่กลับมาสู่ความขัดแย้งได้ในอนาคต ดังนั้นแนวทางการต่อสู้กับระบอบนี้คือเวทีรัฐสภา

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันน่าห่วงใยว่าพัฒนาการทางการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยจะมีอุปสรรคสำคัญ นั่นก็คือความพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ตนไม่ได้การกล่าวหา แต่พูดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ซึ่งสายตาของหลายๆฝ่ายก็มองเห็นภาพนี้เช่นกัน

หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งแล้วบอกว่ามาตามกลไกของรัฐธรรมนูญนั้น ในอดีตสมัย พล.อ.สุจินดา คาประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เข้ามาตามกลไกของรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้มีนายกฯคนนอก สมัยนั้น นายณรงค์ วงศ์วรรณ อดีตหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม มีปัญหาเรื่องขาดคุณสมบัติ ส.ส.ในสภาก็ยกมือโหวตให้ พล.อ.สุจินดา  ดังนั้นถ้าอธิบายตามรัฐธรรมนูญก็พูดได้ แต่ถ้าอธิบายความชอบธรรมทางการเมือง อธิบาย เรื่องการสืบทอดอำนาจ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประชาชนเข้าจับได้ไล่ทัน เพราะที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ทางการเมืองอธิบายแบบนี้ ตนจึงเอาข้อเท็จจริงนี้มาตั้งข้อสังเกตุ

ส่วนอนาคตจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมที่เป็นสีเสื้อหรือไม่นายณัฐวุฒิ  เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่จะเป็นการทวงถามถึงหลักการประชาธิปไตย จะทวงถามความชอบธรรมของการเข้าสู่อำนาจ ถึงเวลานี้ ความเป็นนปช. ยังดำรงอยู่ แต่ไม่ปรารถนาจะออกไปต่อสู้กับใคร แต่สิ่งที่ปรารถนาคือการร่วมมือกับทุกฝ่ายในการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย เพราะทุกคนเจ็บปวด บ้านเมืองเสียหายมีการบาดเจ็บล้มตาย ดังนั้นคิดจะสู้กันคงพอได้แล้ว

สำหรับกับดักของการเมืองไทย คืออะไรนั้นนายณัฐวุฒิ  ระบุว่า คำว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เป็นการจัดสรรอำนาจ จัดสรรทรัพยากร เพื่อดูแลประเทศ ดังนั้น กับดักสำคัญที่สุดคือ อำนาจ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดติดกับอำนาจ หรือแสวงหาอำนาจจนข้ามเส้นหลักการ ข้ามความชอบธรรม หรือปฏิเสธความต้องการของประชาชน นั้นหมายถึงสถานการณ์สุ่มเสี่ยง

ส่วนอีกฝ่ายมองว่ากับดักทางการเมืองคือ นายทักษิณ เพราะต้องการเข้ามาแสวงอำนาจอีก ตนเองมองว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องหลักการ ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ เสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือ กลุ่มนกหวีด และก็ไม่ใช่นปช.กับคณะรัฐประหาร แต้เป็นเรื่องหลักการแนวคิดอดุมการณ์ทางการเมือง ระหว่างกลุ่มเสรีนิยม กับ กลุ่มอนุรักษ์นิยม ถ้าเรามองภาพตรงนี้ชัดและยอมรับความเป็นจริง คำว่านายกฯทักษิณจะเป็นเรื่องเล็ก ถ้าแก้ไขปัญหานี้ได้ให้แนวคิดที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาสากล ตนเองเชื่อว่าไม่มีบุคคลใดในทางการเมืองที่จะมามีอิทธิพลเหนือกว่า

ส่วนกรณีอีกฝ่ายอยากให้ก้าวข้ามทักษิณ นั้น ถ้าคำว่าก้าวข้ามหมายถึงการนำพาบ้านเมืองไปสู่ประชาธิปไตยตนเองไม่ขัดข้อง แต่ถ้าให้พรรคเพื่อไทยก้าวข้ามนายกฯทักษิณแล้วอธิบายว่านี่คือความพยายามทำให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง ตนมีความเห็นต่างเหตุผลเพราะคำว่าทักษิณ ชินวัตร มีคุณูปการกับความสำเร็จทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และเพื่อไทย คนเขาเชื่อในนโยบายของนายกฯทักษิณ คนเขาเชื่อในวิสัยทัศน์ เชื่อในผลงาน แล้วที่ไทยรักไทยฆ่าไม่ตายจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่ชื่อพรรค ไม่ได้อยู่ที่ตัวคน แต่อยู่ที่ผลงานที่จับจิตจับใจประชาชนอยู่

ขณะที่ฝ่ายกปปส.มองว่าทักษิณควรวางมือทางการเมือง นั้น ตนเองไม่คิดว่านายกฯทักษิณ กำลังเดินเข้ามาในสนามทางการเมือง แต่ความเป็นนโยบายความเป็นผลงานคงามเป็นผลผลิตจากทักษิณ ชินวัตร แต่พรรคเพื่อไทย ต้องปรับบทบาทภายในให้ชัดว่าจะวางบทบาทสถานะนายกฯทักษิณอย่างไรเพื่อจะเดินไปข้างหน้า

ส่วนยังมีคนมองว่าหัวหน้าพรรคยังเป็นคนในตระกูลชินวัตร นั้น เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปต้องรอดูว่าโครงสร้างการนำของพรรคเพื่อไทยจะออกมาเป็นอย่างไร แต่อดีตที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการตกผลึก สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เห็น

ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีความขัดแย้งอยู่ แม้ไม่มีนปช. กปปส. และพันธมิตรฯ ก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งอีก เพราะเป็นความขัดแย้งในทางความคิด คนที่ออกมาต่อสู้ เขาไม่ได้ผูกยึดกับแกนนำหรือ องค์กรใด และ การเลือกตั้งต้องตั้งต้นในหลักฉันทามติของทุกฝ่ายว่าจะต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองเดินไปในทางที่ถูกต้อง  

ชมคลิปได้ที่นี่>>> "สาทิตย์" ลั่น การเมืองสงบ "ทักษิณ" ต้องถอย "ณัฐวุฒิ" สวน "อย่ายึดติดบุคคล"

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ