อารีรังแมสเกมส์ เปรียบเสมือนมหกรรมการจัดงานวันชาติเกาหลีเหนือ นักแสดงและนักเต้นชาวเกาหลีเหนือจำนวนมาก จะมาร่วมกันร่ายระบำหมู่กัน ประกอบกับการแสดงแปรอักษรจากผู้คนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ การแสดงแบบนี้ทำให้เกาหลีเหนือได้รับการขนานนามว่าเก่งที่สุดในโลก เพราะว่าไม่มีชาติใด ที่ร่ายรำหมู่และแสดงภาพอย่างพร้อมเพรียงกันได้เท่านี้แล้ว ทุกๆ ปี ทั้งตำนานของเหล่าเทพและประวัติศาสตร์ของประเทศจะถูกหลอมรวมกัน และถ่ายทอดออกมาผ่านท่วงท่าและแสงสีเสียง ในสนามกีฬา”รึงนาโดว์” ณ กรุงเปียงยาง แห่งนี้ แต่ดูท่าว่าปีนี้จะมีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ เพราะว่านอกจากจัดขึ้นในช่วงครบรอบ 70 ปีในการก่อตั้งประเทศ ปีนี้การแสดงดังกล่าวจัดขึ้นตรงกับการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ 2 เกาหลีครั้งที่ 3
หลังจาก คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือสร้างประวัติศาสตร์ในการเดินข้ามพรมแดน 2 เกาหลีเมื่อครั้งการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งแรก – คราวนี้เป็น ประธานาธิบดี มุนแจอิน แห่งเกาหลีใต้บ้างที่ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์
มุนแจอิน ถูกจารึกชื่อเป็นผู้นำเกาหลีใต้คนแรก ที่ได้รับเกียรติในการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อมวลชนชาวเกาหลีเหนือในที่สาธารณะ โดยใช้แมสเกมส์เป็นเวที ในสุนทรพจน์ความยาว 7 นาทีของมุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสดในกรุงโซลของเกาหลีใต้ นายมุน ได้พูดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองประเทศควรจะปิดฉาก 70 ปีแห่งความขัดแย้ง และก้าวพร้อมๆ กันสู่สันติภาพ และเพื่อกลับเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้ง เหมือนในอดีตก่อนยุคสงคราม
นอกจากนี้ มุน ยังได้พูดว่าคาบสมุทรเกาหลีควรจะปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวรเสียที แค่การที่ มุนแจอิน ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่งาน อารีรังแมสเกมส์ ก็ถือเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงแล้วสำหรับผู้เชียวชาญ แต่บรรยากาศในสนามกีฬาเองก็เปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน จากคำพูดของผู้นำจากเกาหลีใต้ แม้จะยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนเรื่องการรวมชาติรึว่าเรื่องการยุติสงคราม แต่คำพูดจากใจของ มุนแจอิน คงจะกึกก้องในใจของชาวเกาหลีเหนือ จนเรียกได้ว่า มุนแจอิน แม้จะเป็นประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ แต่ก็ได้กลายเป็นผู้นำที่ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือแล้ว