เมื่อวันที่ (11 ต.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติไทรโยค สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่งร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อหาหลักฐานและวัตถุพยานในคดีเพิ่มเติม 3 จุด บริเวณพิกัด ป่าเขาพลู ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ภายในป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย และภายในอุทยานแห่งชาติไทรโยค
จุดที่ 1 พบกระสอบปุ๋ย ซุกซ่อนอยู่ข้างขอนไม้ถนนฝั่งขวา ห่างจากถนน 2.85 เมตร และห่างจากจุดเกิดเหตุคือจุดที่ยิงหมีขอ 1.1 กิโลเมตร ภายในย่ามพบ
1) ซากสัตว์ป่า กบทูด หรือ เขียดแลว จำนวน 4 ตัว
2) ซากสัตว์ป่า หมีขอ 3 ชิ้น น้ำหนัก 4.3กิโลกรัม
3) ดิน บริเวณที่พบถุงย่ามใส่ซากสัตว์ป่า จำนวน 1 ถุง
จุดที่ 2 พบหลักฐานและพยานวัตถุ 2 รายการ คือ
1) ลูกกระสุนปืน 1 ลูก ภายในลำต้นไผ่ หลังศาลเจ้าพ่อเขาพลู
2) ปลอกกระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) 2ปลอก บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเขาพลู
จุดที่ 3 บริเวณที่ นายตาตา (ผู้ต้องหา) แจ้งว่าเป็นจุดยิงและล่า หมีขอ บนต้นไทร ด้วยอาวุธปืนลูกกรด ห่างจากป้ายทางเข้าสำนักสงฆ์เต่าดำ 30 เมตร และห่างจากจุดที่ตั้งแคมป์ 300 เมตร พบปลอกกระสุนปืน ขนาด .22 มิลลิเมตร 1 ปลอก
ส่วนกรณีนายตาตา ชาวเมียนมาร์ ผู้ดูแลสำนักสงฆ์เต่าดำ ที่สารภาพว่าเป็นคนนำทางไปพบหมีขอ และลงมือยิงเอง จะนำไปสู่การปิดสำนักสงฆ์เต่าดำหรือไม่ นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่าสำนักสงฆ์นี้อยู่มาก่อนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติไทรโยค เมื่อปี 2520 ก่อนจะตกลงร่วมกันระหว่างสำนักสงฆ์กับกรมอุทยานแห่งชาติ จัดตั้งพุทธอุทยาน มีเงื่อนไขช่วยดูแลรักษาผืนป่า ไม่ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา “ตาตา” ถือเป็นบุคคลของสำนักสงฆ์ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไทรโยค สอบถามกับพระสงฆ์ ได้ข้อมูลว่า ตาต้า เป็นชาวเมียนมาร์ เชื้อสายกะเหรี่ยง เข้ามาขออาศัยชั่วคราวเพราะแม่ตาต้าป่วย ซึ่งพระก็ให้อยู่ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนของสำนักสงฆ์ตั้งแต่ต้น
กรมอุทยานฯเห็นว่า ที่ผ่านมา พระสงฆ์ในสำนักสงฆ์นี้ ให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มาตลอด ทั้งกลุ่มคนลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงยังไม่มีการพิจารณาปิดสำนักสงฆ์เต่าดำ