เมื่อวันที่ (12 ต.ค. 61) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เพื่อให้เห็นถึงทิศทางของพรรคในอนาคต เพราะต้องการให้กระบวนการที่เปิดกว้างมีส่วนร่วมในการสร้างหัวหน้าพรรคไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ได้รับตำแหน่ง เนื่องจากผู้เข้าชิงตำแหน่งต้องบอกกับทุกคนว่าอยากจะพาพรรคไปในทิศทางไหน ซึ่งจะทำให้คนที่จะมาเป็นหัวพรรคมีความชอบธรรมในการที่จะผลักดันแนวความคิดต่อไป
ในส่วนตัวของยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นทางหลักของประเทศเพราะ ขณะนี้การเมืองของเรามักจะวิพากวิจารณ์กันมากมายว่าจะเอาหรือไม่เอา คสช. จะเอาเพื่อไทยหรือไม่เอา หากการเมืองยังเป็นอยู่แบบนี้ก็ยังมองไม่เห็นว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวัฎจักรเดิมๆได้อย่างไร ตอนนี้ควรเอาการเมืองมาว่าด้วยเรื่องของประชาชนเป็นหลัก วันนี้ไปถามประชาชนว่าคาดหวังอะไรจากการเลือกตั้ง คือ 1. คาดหวังให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยเกิดความเหลื่อมล้ำสูงมาก 2.เศรษฐกิจไทยเติบโตแล้วไม่รู้ไปกองอยู่ที่คนรวย 3.ความสามารถในการแข่งขัน ความพร้อมในการปรับตัวกับโลกเทคโนโลยี สังคมสูงวัย เป็นเรื่องที่ท้าทาย ประชาชนรอคอยคำตอบนี้จากการเลือกตั้งไม่ได้รอคอยว่าคสช.จะอยู่หรือไม่หรือเพื่อไทยจะกลับมาหรือไม่
หากพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของผมไม่ต้องการเป็นตัวแปรเพราะผมต้องการเป็นตัวหลัก แนวทางที่เสนอเป็นทางออกของประเทศเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู้ความเจริญรุ่งเรือง เดินหน้าตามนโยบายเพื่อไม่ให้ต้องมาทะเลาะว่าใครเป็นพวกใคร หากพรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นตัวแปรที่จะต้องรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จุดยืนคือพรรคจจะเป็นรัฐบาลได้ต้องผลักดันความคิด นโยบายและอุดมการณ์ในการทำงานได้ โดยพรรคไม่ได้มีหน้าที่เป็นตัวช่วยหรือกองเชียร์ใคร
“ผมตั้งใจจะนำพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ผมไม่นำพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นรัฐบาลโดยไม่สนใจว่ารัฐบาลนั้นจะบริหารบ้านเมืองอย่างไร”
ที่มาของคำว่าต่อไปนี้ “ผมจะไม่เกรงใจใคร” คือ ในตอนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องประคับประครองเราไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่และตามใจได้ทุกอย่าง หากวันนั้นทำตามใจทุกอย่างในบางเรื่องอาจทำให้ปัญหาในสังคมลุกลามของปัญหาความขัดแย้งในขณะนั้น แต่วันนี้สถานการณ์ใหม่และผมรู้แล้วและผมอยู่มานานพอ วันนี้สิ่งที่อยากทำให้เกิดขึ้นคือทำทุกอย่างให้สำเร็จเพราะไม่มีเวลาที่จะมารอคอยอะไร
“วันนี้ผมจะขอโอกาสและขอโอกาสนี้ที่ขอจะไม่กลับมาอีกแล้ว ผมเข้ามาการเมืองไม่ได้แสวงอะไรเพื่อตัวเอง ผมเข้ามาเพราะมีความฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร วันนี้ต้องทำให้ฝันให้เป็นจริงด้วยโอกาสครั้งนี้เพราะฉะนั้นจึงหมดเวลาที่จะเกรงใจใคร”
พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นหลักให้กับประเทศเวลานี้ประเทศไม่สามารถเดินวนอยู่กับความขัดแย้งแบ่งขั้วเป็นสองฝ่าย หากใครชอบการทำการของคสช.ก็ให้ไปเลือก หากใครชอบการทำงานที่ไม่เกรงใจนายทุนใหญ่ก็ให้มาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แบบนี้คนก็จะไม่ต้องมาทะเลาะกัน ไม่ว่าจะคสช.หรือเพื่อไทย ใครจะได้เป็นฝ่ายค้านก็ให้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ไป โดยที่เราจะเอาประเด็นของปัญหาและนโยบายของบ้านเมืองเป็นตัวตั้งไม่ใช่ว่าคุณเป็นพรรคใคร รังเกียจใครหรือไม่ชอบใคร ผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่แค่จากการเลือกตั้ง แต่เป็นรัฐบาลที่เคารพต่อสิทธิของเสียงข้างน้อยและเป็นรัฐบาลที่ยอมรับจากการตรวจสอบ โดยไม่เอาอำนาจไปใช้เกินขอบเขตและต่อต้านคอรัปชั่น
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นของประชาชนไม่ใช่ของพรรคการเมืองฝ่ายไหนต้องเป็นการเลือกตั้งที่จะทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆนั้นคือ แนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องชวนไปทะเลาะเรื่องอื่น เมื่อถามถึงความพร้อมจะร่วมงานกับพลเอกประยุทธ์หรือไม่ หากพรรคของพลเอกประยุทธ์มีแนวทางอย่างไร ได้คะแนนเสียงเท่าไหร่จะบริหารงานแบบที่ทำตลอด 4 ปีอีกหรือไม่ ถ้ายังแบบเดิมก็คงไม่สามารถร่วมงานได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยหากไม่มีเรื่องผลประโยชน์ของครอบครัวชินวัตรและไม่มีเรื่องทุจริตก็ต้องมาคุยกัน แต่ถ้ายังมีประเด็นเหล่านี้อยู่ก็คุยกันไม่ได้ โดยการก่อตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ต่างกับเมื่อปี 2544และ2548 ที่มีการใช้ผลประโยชน์และตำแหน่ง เอาคดีมาต่อรองเพื่อดึงคนไปร่วมงานพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับแนวทางแบบนี้
อย่างไรก็ตาม วันนี้เรามานิยามการเลือกตั้งแบบใหม่กันดีกว่าอย่าติดอยู่กับปัญหาเดิมๆในปัจจุบัน
ชมคลิปได้ที่ >> “อภิสิทธิ์” ย้ำ “หมดเวลาเกรงใจ” มั่นใจ ปชป. เป็นทางออกวิกฤตประเทศ หลัง เลือกตั้ง 62
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >>> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้