“รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ออกแบบให้พรรคการเมืองเป็นแบบรวมกันแพ้ แยกกันชนะ ซึ่งเป็นการดำเนินการเหมือนเช่นเดียวกับแกนนำ กปปส.ที่แยกไปอยู่กับ 5 พรรคการเมือง"
“รวมกันแพ้ แยกกันชนะ” เป็นเหตุผล ที่ “นายจตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. จับมือ “นายยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีต ส.ส.เลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัยนายทักษิณ ชินวัตร และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง “นายสงคราม กิจเลิศไพรจน์” อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน เจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลสำโรง และลาดพร้าว ช่วยกันปัดฝุ่น “พรรคเพื่อชาติ” มาเปิดรับ อดีต ส.ส. และ แนวร่วม นปช. ที่ไม่มีพื้นที่ใน “พรรคเพื่อไทย” มาลงเลือกตั้ง
พรรคนี้ ไม่ใช่พรรคแรก ที่มี “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ร่วมบริหาร แต่การใช้ฐานที่มั่น จ.เชียงใหม่ เปิดตัว “พรรคเพื่อธรรม” วาง “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีต ส.ส.เชียงใหม่ สังกัดวังบัวบาน ของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว นายทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า “เพื่อธรรม” จะมีสถานะเป็นได้ทั้งพรรคสำรอง กรณีพรรคเพื่อไทย ถูกยุบ และยังอาจใช้เป็นอีกหนึ่งพรรค ที่ลงสมัครเลือกตั้งคู่ขนานไปกับพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ภาคเหนือ
ผู้ที่เปิดตัวกับพรรคเพื่อชาติ ยังมี นายพงศกร อรรณนพพร อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จากพื้นที่ขอนแก่น นางนลินี ทวีสิน ม.ล.นัฏฐพล เทวกุล ร่วมบริหาร
แต่ “พรรคเพื่อไทย” ก็ยืนยันว่า ทั้ง 2 พรรค ไม่เกี่ยวข้องกันในทางกฎหมาย และในทางดำเนินการ ก็เป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีบางส่วนที่ออกจากเราไปบ้าง มีมาอยู่กับเราบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
แม้จะแกนนำพรรคเพื่อไทย จะยังไม่ยอมรับ ความยึดโยงกันอย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ และ พรรคเพื่อไทย แต่รายชื่อแกนนำ 2 พรรคเล็ก ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “เพื่อ” เช่นกัน ก็ทำให้ภาพของ “พรรคพี่-พรรคน้อง” ถูกนำมาวิเคราะห์ยุทธวิธีทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อระบบการเลือกตั้ง “เปลี่ยนไป”
การเกิดขึ้นของ “พรรคเพื่อธรรม” กับ “พรรคเพื่อชาติ” นอกจากเป็นพรรคสำรองยังเรียกได้ว่าเป็นพรรคการเมืองพันธมิตร ที่เป็นผลดี ในการช่วยเก็บ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ไปเพิ่มให้กับเพื่อไทย
การเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.เขต 14 ล้านเสียง คิดเป็น 204 ที่นั่ง และได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 15 ล้านเสียง คิดเป็น 61 ที่นั่ง รวมได้ ส.ส. 265 คน
แต่หากใช้กติกาเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว นำคะแนนที่เลือก ส.ส. เขต ไปรวมเป็นคะแนนพรรคเพื่อคิดสัดส่วน เป็นจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ที่พรรคนั้นควรจะได้ จากนั้นจึงหักลบกับ จำนวน ส.ส.เขตที่ได้ไปแล้ว ที่เหลือจึงจะเป็นจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 14 ล้านเสียงของ “เพื่อไทย” จากจำนวนบัตรลงคะแนนในปี 2554 จะถูกคำนวนเป็น ส.ส. ในสภาประมาณ 200 ที่นั่ง ตามอัตราส่วน 70,000 คะแนน ต่อส.ส. 1 คน และหากได้ ส.ส.เขตเท่าเดิม คือ 204 คน หมายความว่า “เพื่อไทย” จะไม่ได้ “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” แม้แต่คนเดียว
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ถูกวิเคราะห์ว่า การเกิดขึ้นมาของพรรคเพื่อธรรม และ พรรคเพื่อชาติ อาจเป็นกลยุทธ์ ที่นำม่แก้ปัญหาจำนวน ส.ส.ลดลง หากลงสมัครเป็นพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียว
การเลือกตั้งปี2554 ส.ส.เขต 204 คน ของพรรคเพื่อไทย มีคะแนนเฉลี่ย 51,000 คะแนนต่อคน การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเพื่อไทยตั้งเป้า 200 ที่นั่ง (51,000 x 200) พรรคเพื่อไทยใช้ 10.5 ล้านเสียง ก็เพียงพอ ส่วน 3.5 ล้านเสียงที่เหลือ ก็ให้ “เพื่อธรรม” และ “เพื่อชาติ” ไปเก็บ ถ้าทำได้ 3.5 ล้านเสียง จะคิดเป็น ส.ส. 50 ที่นั่ง
พรรคเพื่อธรรม และ พรรคเพื่อชาติ ถึงเป็นพรรคที่ตั้งมานานแล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้จัก และถึงพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงส.ส. ได้เกิน 250 เสียง ก็ยังขาด 126 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ ว่า การใช้ “พรรคพี่ – พรรคน้อง” พรรคเพื่อไทย ต้องการได้เสียง ส.ส. รวมกันให้มากกว่า 250 เสียง เพื่อคุมเกมในสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามที่มีความต้องการแบบเดียวกัน และใช้กลยุทธ์แก้เกมไว้อย่างดี ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้