วันนี้ (24 ต.ค.61) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี รวมจำนวน 14 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายจากกรณีที่พวกจำเลยได้บุกเข้าไปในหอพักแห่งหนึ่ง และได้ร่วมกันเจตนาฆ่า นายธีรพงศ์ ฐิติฐาน หรือ ปอนด์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี โดยร่วมกันทำร้ายร่างกายและใช้ไขควงปลายแหลมเป็นอาวุธแทงที่ขมับด้านขวาทะลุศีรษะ ขณะที่น้องปอนด์กำลังนอนหลับอยู่จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560
จากการสอบสวนเบื้องต้นจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวไปในชั้นศาล เหลือเพียงจำเลยที่ 2 เพียงรายเดียวที่ไม่ได้รับการประกันตัวโดยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
สำหรับคดีดังกล่าวได้ตกเป็นข่าวครึกโครม มีการสืบสาวราวเรื่อง และจับกุมผู้ก่อเหตุทั้งหมด ปรากฏว่าหนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของนายตำรวจระดับสูง และพวกจำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นลูกของผู้มีฐานะทางการเงินทำให้คดีความไม่มีความคืบหน้า จนท้ายที่สุดทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีดังกล่าวมาให้ตำรวจกองปราบปรามเป็นผู้ดำเนินการแทน ก่อนจะส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องฝ่ายผู้ก่อเหตุเป็นจำเลยทั้งสิ้นรวม 14 คน ในความฐานร่วมกันฆ่าและทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย
ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ลงโทษ นายกรกนก วรัญญูสาธิต หรืออาร์ต จำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพราะพบพฤติการณ์เป็นคนล็อกผู้ตาย ให้จำเลยที่ 2 ใช้ไขควงแทง
จำเลยที่ 2 นายเดชา มูลมณี หรือ ไบรท์ มือแทง ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตเช่นกัน แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 25 ปี 6 เดือน เพราะสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวน
จำเลยที่ 4 นายญาณวัฒน์ ทิพย์เที่ยงแท้, จำเลยที่ 5 เรวัต วงศ์ขยาย,จำเลยที่ 6 กฤตนันท์ เนียมเงิน,จำเลยที่ 11 ศุภสิทธิ์ ดีท้วม ศาลสั่งลงโทษจำคุก 11 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายและบุกรุกเคหสถาน
จำเลยที่ 7 เศรษฐา อุปถัมภ์ ,จำเลยที่ 8 ธีรพัฒน์ โพธิสุทธิ์,จำเลยที่ 9 ธีรธานน ทัพนาค,จำเลยที่ 13 ชินกิตติ์ อรรถวรรธน ศาลสั่งลงโทษจำคุก 10 ปี 6 4,5,6,11 แต่ลดโทษคดีบุกรุกเพราะให้การเป็นประโยชน์
จำเลยที่ 3 ชลินธร แก่นสาร ,จำเลยที่ 10 ภาคิน เสือนาค ,จำเลยที่ 12 อธิบดี กุญแจทอง ศาลลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถาน
ส่วนจำเลยที่ 14 น.ส.ม่ริสา เงินทอง ศาลยกฟ้อง เพราะนั่งในรถ
ส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทุกคน จ่ายทดแทนให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 7 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายให้ผู้บาดเจ็บอีก 2 คน รวม 225,000 บาท