จากเหตุการณ์ ที่ น.ส.ช่อลัดดา ซึ่งเชื่อว่าถูกนายคำตัน สามีเอาน้ำกรดสาดที่ใบหน้าเพราะความหึงหวง แล้วได้หลบหนีไป น.ส.ช่อลัดดา ให้ลูกสาววัย 12 ปี พานั่งแท็กซี่มาโรงพยาบาล แต่แท็กซี่เห็นว่าอาการหนักจึงปรารถนาดีนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดแต่กลับถูกโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา โดยให้ผู้ป่วยขึ้นแท็กซี่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่น ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยยังไม่ได้อยู่ในอาการที่ปลอดภัย พ้นขีดอันตราย และสุดท้าย น.ส.ช่อลัดดา เสียชีวิตในระหว่างทาง
นายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความอิสระ ได้อธิบายเรื่องนี้ในเว็บไซต์ http://www.tanaiwirat.com ว่า โรงพยาบาลจะมีหน่วยคัดกรองก่อนว่ามีสิทธิประเภทใด สิทธิประกันสังคมสิทธิ 30 บาท จ่ายเงินสด หรือบัตรเครดิต ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงพยาบาล ว่าหากคนไข้มาถึงโรงพยาบาล และไม่มีเงินจะรับหรือไม่รับ เมื่อเปิดกฎหมายดูว่า
โรงพยาบาลทำอย่างนั้นได้ไหม ตาม พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ในมาตรา 36 สรุปง่ายๆ ว่า ถ้าคนไข้อาการฉุกเฉิน ต้องรับปฏิเสธไม่ได้ และหากไม่รับต้องรับโทษด้วย คือ จำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับสูงสุด 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 66
นายวิรัช อธิบายต่อว่า เคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาคดีเลขที่ 11332/2555 ตัดสินไปในแนวทางที่โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบ หากคนไข้ฉุกเฉินแล้วไม่รับช่วยเหลือ มีทั้งโทษอาญา และเรียกค่าเสียหายด้วย สรุป ถ้าคนไข้ฉุกเฉินมาต้องรับ
อย่างไรก็ดี คงต้องดูว่าคนไข้อยู่ในอาการฉุกเฉินหรือไม่ หากไม่อยู่ในอาการฉุกเฉินโรงพยาบาลก็ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หากอยู่ในอาการฉุกเฉิน และโรงพยาบาลไม่รับการรักษาก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีกับโรงพยาบาล และสุดท้าย ศาลจะเป็นผู้ตัดสินคดีว่าถูกหรือผิด