รายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ PPTV จัดรายการในตอน “ช่างไฟร้องถูกจับผิดตัว” โดย นายจีระศักดิ์ หาวิเชียร ผู้ต้องหากรรโชกทรัพย์ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ เพราะรถที่ใช้ในการก่อคดีเป็นรถที่ตนขายไปแล้วโดยการโอนลอย ทั้งนี้เหตุการณ์กรรโชกทรัพย์ ที่นำมาซึ่งการจับกุมเกิดขึ้นสองครั้งคือวันที่ 3 มี.ค. และ 6 มี.ค 2557 ซึ่งเขามีบัญชีลงเวลาว่าทำงานอยู่ที่สำนักงานเทศบาลตำบลโนนทอง จ.ขอนแก่น และพยานที่ตนขอเบิกความมีสองคนก็ยืนยันว่ามีการลงชื่อตามเอกสาร แต่จำไม่ได้ว่าวันนั้นทำอะไรเพราะนานมาแล้ว
นายจีระศักดิ์ เล่าว่ารถที่ถูกอ้างเขาลงประกาศขายในเว็บ และขายโอนลอยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2557
อย่างไรก็ตามขณะสู้คดี ทราบว่าพยานยืนยันว่าเห็นหน้าตน แต่จริงๆเป็นการเห็นจากชื่อที่อยู่ในทะเบียนรถที่เจ้าหน้าที่ปรินท์ใบหน้ามาให้ โดยเหตุการณ์แรกวันที่ 3 มี.ค. 2557 ที่มีการกรรโชกทรัพย์คนที่อ้างว่าจำหน้าตนได้ คือพยานโจทก์ที่อยู่บนรถบอกว่าตนไปเรียกรับเงินที่อยู่บนรถ ขณะที่วันที่ 6 มี.ค. 2557 ผู้เสียหายให้การว่าตนเป็นคนพาไปกดเงิน บ้างก็บอกตนนับเงิน
เมื่อถามว่าตำรวจไม่ตามคนที่ซื้อรถไปมาหรือ นายจีระศักดิ์กล่าวว่าตนมาขอคนที่ซื้อไปให้มาเป็นพยาน แต่พอวันที่ต้องขึ้นศาลเขาก็ไม่มาเป็นพยานให้
ด้านนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ระบุว่าเราต้องเคารพคำพิพากษา แต่เท่าที่ฟังมา หากข้อเท็จจริงมีการกรรโชกทรัพย์ในเวลากลางวัน ผู้เสียหายสามคนยืนยันตรงกัน คดีกรรโชกทรัพย์จะไม่เหมือนความผิดฐานอื่น เช่นชิงรัพย์ ปล้นทรัพย์ คดีอย่างนั้นความจำจะจำได้น้อยกว่าเพราะมันไว แต่กรณีอย่างนี้ต้องใช้เวลาเจรจาและต่อรองกันนาน หมายถึงเขามีเวลาที่จะเห็นหน้าคนร้าย และถ่ายรูปได้ด้วย ซึ่งแบบนี้ส่วนใหญ่จะเชื่อ
ส่วนเอกสารยืนยันว่าลงชื่อในที่ทำงาน กรณีเช่นนี้หลายกรณีศาลไม่เชื่อ เพราะไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเซ็นย้อนหลังได้ และที่สำคัญคดีนี้เขาไม่ยืนยันว่าอยู่ทั้งวัน อย่างนี้น้ำหนักก็น้อย ทั้งหมดอยู่ที่ผู้เสียหายที่ยืนยัน
“หากจะต่อสู้ต้องสู้ด้วยพยานที่มีแต่ต้น ต้องหาพยานมาพิสูจน์ แต่โอกาสนี้จะเหนื่อย”นายเกิดผลกล่าว