อเมริกา ... อ่านความหมาย ผ่านสถานที่สำคัญ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เมื่อสิ่งปลูกสร้าง สถานที่สำคัญๆ มิได้เป็นเพียงอาคารบ้านเรือน หากสะท้อนมุมมองโครงสร้างทางสังคม และความเป็นมาของบ้านเมือง : หลากเรื่องเล่าจากสหรัฐอเมริกา จากมุมมองของคนข่าวไทย โดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

จาก ... วอชิงตัน ดี.ซี.

 

นี่เป็นโอกาสครั้งแรกของผม ที่ได้เดินทางข้ามครึ่งโลกสัมผัสดินแดนที่เรียกตัวเองว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” สหรัฐอเมริกา จากคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ที่เชิญนักข่าวไทย 8 คน ไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรื่อง “ข่าวลวง ข่าวปลอม”กับสื่อที่นี่

 

เกิดมาจนอายุจะ 40 ปีแล้ว ผมไม่เคยไปเหยียบแผ่นดินอเมริกา รู้จักอเมริกาผ่านภาพยนต์ฮอลลีวู้ด ที่มีทั้งด้านที่ยกย่องเชิดชู และด้านที่นำเสนอด้วยการประชดประชัน

 

อีกทางหนึ่ง ผมจำได้ว่า สมัยเลือกเรียนวิชาปรัชญา เป็นวิชาโท ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ได้ลงเรียน “ปรัชญาอเมริกัน” ซึ่งสนุกสนานมาก เพราะเป็นการเรียนสายวิพากษ์ และก็ได้เกรด GREAT ไปด้วย แต่มาถึงวันนี้ ก็ลืมเลือนไปมากแล้ว

 

ดังนั้น การมาอเมริกาครั้งแรกของผม ผมจึงพยายามลืมภาพจำที่มีไม่มากอยู่แล้วออกไปให้หมด เพราะมันถูกประกอบสร้างผ่านความเห็นผู้อื่นมาแล้ว และจะพยายามทำตัวว่างๆให้มากที่สุด เอาแบบว่า เห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปหมด น่าจะดีกว่า

 

หลังใช้เวลาเดินทาง 20 ชั่วโมง จากสนามบินสุวรรณภูมิ เปลี่ยนเครื่องจาก A380 เป็นโบอิ้ง 777 พวกเรานักข่าว 8 คน จาก 8 สำนัก ก็มาถึงสนามบินกรุงวิชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พร้อมฝนที่ตกปรอยๆลงมาต่อเนื่อง เรียกความสั่นจากทีมเราได้ตั้งแต่สัมผัสแรก ก่อนที่เราจะขึ้นรถตู้ ใช้วลาอีกประมาณ 30 นาที เข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ของพญาอินทรี

 

ผังเมืองถูกแบ่งออกเป็นบล็อกๆอย่างสวยงาม เส้นทางรถวิ่งใช้วันเวย์ ไม่มีที่กลับรถ ร้านอาหารอยู่เป็นสัดส่วน ทุกแยกมีทางม้าลาย และไม่มีใครต้องเดินระวังตอนข้ามถนน เพราะสัญญาณไฟ ที่จะข้ามได้หรือไม่ได้ มีอยู่ทุกที่

 

จริงๆแล้ววันแรกพวกเราไปเดินพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ สมิธโซเนี่ยนกัน แต่จะขอยกยอดไปเขียนทีหลัง เพราะจะไปรวมกับ พิพิธภัณฑ์ข่าว Newseum ในตอนต่อไป และคิดว่า มีเรื่องที่อยากเขียนมากกว่า นั่นคือ “แนวคิดทางการเมืองของ อเมริกา”

 

เท่าที่ผมได้ฟังคุณแมตตี้ ไกด์ของเรา ที่จบด้านอักษรศาสตร์และการเมืองมา ได้ใจความเบื้องต้นว่า “ประชาธิปไตย ในอเมริกา ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรกรีก-โรมัน เป็นอย่างมาก” ตั้งแต่แนวคิด รูปแบบ และถูกถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ผ่านการก่อสร้างอาคารสถานที่สำคัญต่างๆ

 

“ทำเนียบขาว” บ้านพักธรรมดาของประธานาธิบดี

 

แน่นอนเรารู้จักกันในชื่อ “White House” เป็นบ้านพักและที่ทำงานของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1792 โดยสถาปนิกชาวไอริช ที่ชื่อว่า เจมส์ โฮบัน โดยมีประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน เป็นผูวางศิลาฤกษ์ แต่ทำเนียบขาวหลังเดิม ก็ได้ถูกเผาไปแล้วในช่วงสงครามกลางเมืองปี 1814 ระหว่างทำสงครามกอบกู้เอกราชจากสหราชอาณาจักร

ตึกที่สร้างใหม่ ถูกมองว่า “มีเจตนาพิเศษ” คือ ไม่ได้ใช้หินอ่อนสีขาว เหมือนอาคารรัฐสภาในการก่อสร้าง แต่ใช้หินธรรมดา และทาด้วยสีขาวทั้งหลังแทน ... มีปีกด้านตะวันตก เป็นที่ทำงานของประธานาธิบดี และปีกด้านตะวันออก เป็นที่ทำงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

 

เจตนาพิเศษที่ว่านี้คือ ความต้องการทำให้ “ทำเนียบขาว” เป็นเช่นเดียวกับบ้านพักของคนปกติทั่วไป เพราะอาคารหลังนี้ ไม่ใช่เป็นของประธานาธิบดี เป็นของประชาชนทุกคน และในมุมมองเชิงอำนาจ เขาก็ต้องการสื่อว่า “ประธานาธิบดี” เป็นตำแหน่งที่ไม่ยืนยงคงกระพัน ใครก็ตามที่ได้มาเป็น ก็ต้องลงจากอำนาจในที่สุด ไม่ยั่งยืนตลอดไป เพราะอำนาจเป็นของประชาชน

 

วันที่เราไป (2 ธ.ค.2018) เป็นวันที่เราได้เห็นภาพการลดธงครึ่งเสาบนหลังคาทำเนียบขาวพอดี เพราะก่อนหน้านี้ 1 วัน อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช (ผู้พ่อ) ถึงแก่อสัญกรรม ผมยอมรับว่า ภาพของทำเนียบขาวที่คิดไว้ คงหรูหรา อลังการ มากกว่านี้ แต่ก็คงเป็นเพราะแนวคิดอย่างที่ทราบมา ทำให้ทำเนียบขาว ไม่ได้ดูเป็นอาคารที่วิเศษเลอเลิศมากนัก และประชาชนทั่วไป ก็เดินเข้ามาถ่ายรูปกันได้โดยเสรี ไม่มีชั้นความปลอดภัยใดๆที่ต้องผ่านการตรวจ ถ้าคุณอยู่ภายนอกรั้วที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลอย่างหนาแน่น

ที่หน้าทำเนียบขาว ยังเป็นสถานที่ที่มีผู้ประท้วงเดินทางมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ วันที่เราไป มีคนมายืนถือป้ายประท้วงเกี่ยวกับนโยบายการแยกเด็กออกจากครอบครัวผู้อพยพที่ข้ามมาทางพรมแดนเม็กซิโก ซึ่งเขาเขียนในป้ายประท้วงว่า ยังคงมีเด็กๆที่ถูกแยกออกจากครอบครัวอยู่

ส่วนที่อยู่มายาวนาน คือ เต๊นท์ ที่หน้าทำเนียบขาว ซึ่งแมตตี้ บอกว่า เต๊นท์หลังนี้ ตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 1970 หรือประมาณ 48 ปีมาแล้ว มีจุดเริ่มต้นจากการประท้วงเรื่องนิวเคลียร์ และอยู่มาจนถึงวันนี้ ซึ่งปัจจุบัน ใครมีเรื่องประท้วงอะไรก็สามารถเข้าไปคุยกับเขาได้ ในภาพที่ถ่ายมาก็จะเห็นว่า มีป้ายประท้วงติดเต็มอยู่รอบเต้นท์ไปหมด ทั้งเรื่อง ผู้อพยพ เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เข้าไปคุยกับเขา เพราะเวลาน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับทักษะทางภาษาอันน้อยนิดที่ผมมี (ฮ่า )

ออกจากทำเนียบขาว เราเดินผ่านสถานที่สำคัญอย่างอาคารกระทรวงการคลัง ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน เดินผ่านร้านอาหารที่หากคุณโชคดีอาจเห็นประธานนาธิบดีมานั่ง จนมาถึงโรงแรมที่สำคัญมากๆในประวัติศาสตร์การเมือง “โรงแรม วิลลาร์ด อินเตอร์ คอนติเนนตัล”

 

ล็อบบี้ วิลลาร์ด ... ตำนานจุดกำเนิด ล็อบบี้ยิสต์

 

“โรงแรม วิลลาร์ด อินเตอร์ คอนติเนนตัล” มีที่ตั้งอยู่ใกล้ทำเนียบขาวมาก สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 1850-1853 ปัจจุบันก็ยังเปิดให้บริการอยู่ เมื่อเข้าไปภายในจะเห็นได้ว่า นี่เป็นโรงแรมที่หรูหรา บนฝ้าเพดานของล็อบบี้โรงแรมวิลลาร์ด ถูกตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของรัฐต่างๆในสหรัฐอเมริกาทั้ง 50 รัฐ ดูสวยงาม โอ่โถง

เล่ากันว่า ในอดีตมีประธานาธิบดีสหรัฐหลายคน ใช้สถานที่นี้เป็นที่พักผ่อน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่กลายเป็นตำนาน คือ ประธานาธิบดี คนที่ 18 ยูลิสซิส แกรนท์

 

ย้ำก่อนว่านี่เป็นคำบอกเล่า แต่ก็ถูกเชื่อถือในคนอเมริกัน ตำนานว่า ประธานาธิบดีแกรนท์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีหลังยุคสงครามกลางเมือง ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ ในปี 1869 – 1877 เขาเป็นคนชอบสูบซิก้า แต่ภรรยาของเขาไม่ชอบและเหม็นกลิ่นซิก้า ทำให้ทุกวันหลังเลิกงาน ประธานาธิบดีแกรนท์ จะเดินมาสูบซิก้า ที่โรงแรวิลลาร์ด อินเตอร์ คอนติเนนตัล แห่งนี้

 

เมื่อทำแบบนี้ทุกวัน ก็ทำให้คนที่ต้องการนัดพบประธานาธิบดี แต่ทำไม่ได้ในทำเนียบขาว มาดักรอพบ

 

เวลา 5 โมงเย็น ของทุกวัน ที่ประธานาธิบดีแกรนท์ จะมานั่งสูบซิก้าที่ล็อบบี้ของโรงแรม จึงมีคนมาดักพบเขามากมาย เพื่อพูดคุย นำเสนอ หรือเชิญชวนให้ประธานาธิบดีสนใจเรื่องของเขาเหล่านั้น จนเป็นที่มาของคำว่า Lobbying ซึ่งหมายความว่า การขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ หรือ ความพยายามโน้มน้าวใจ ... และเป็นต้นกำเนิดของคำว่า ล็อบบี้ยิสต์ ที่มีความหมายถึง ผู้ทำการแนะนำชักชวน แต่ในทางการเมือง คำนี้เป็นมีความหมายว่า นักวิ่งเต้น นั่นเอง ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็มีหลายครั้งที่คำว่า ล็อบบี้ยิสต์ ถูกกล่าวถึง

บางทีผมก็แปลกใจ ที่คนที่นี่ ยอมเล่าเรื่องที่เป็นเชิงลบของประวัติศาสตร์ให้คนแปลกหน้า ที่เป็นนักข่าวด้วยอย่างเราฟัง ... นั่นแสดงให้เห็นว่า เขาเปิดกว้าง และเรียนรู้จากมัน บอกต่อให้คนรุ่นหลังใช้เป็นบทเรียน

 

“อาคารรัฐสภา” ... มั่นคง หนักแน่นกว่า “ทำเนียบขาว”

 

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น ผมจับใจความได้ว่า รูปแบการเมืองในอเมริกา ค่อนข้างได้รับอิทธิพลจากอาณาจักร กรีก – โรมัน และถูกถ่ายทอดผ่านอาคารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวอชิงตัน ดี.ซี. “อาคารรัฐสภา” หรือ U.S. Capitol และเป็นจุดสูงสุดใน Capitol Hill ซึ่งตั้งในแนวเดียวกัน คือ อาคารรัฐสภา อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) และอนุสรณ์สถานลินคอล์น

 

อาคารรัฐสภา ก่อสร้างต่างจากทำเนียบขาวอย่างสิ้นเชิง โครงสร้างทำมาจากเหล็กกล้า ใช้หินอ่อนสีขาวของจริงทั้งหลัก จึงมีน้ำหนักรวมมากถึง 4 ล้านกิโลกรัม บนยอดโดม มีรูปปั้นผู้หญิง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกรีก - โรมัน เสาภายในก็เป็นหินอ่อน แกะสลักลวดลายแบบกรีกเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลว่า “กรีก เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย”

รูปปั้นผู้หญิงคนนี้ ก็เป็นแรงบันดาลใจมาจากอาณาจักรกรีก ที่ส่วนใหญ่ใช้สัญลักษณ์ผู้หญิง แสดงถึง “อิสรภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาค”

 

ส่วนเหตุผลที่เธอหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถูกอธิบายเป็น 2 ทฤษฎี คือ หันหน้าหาพระอาทิตย์ขึ้น และอีกทฤษฎี บอกว่า เป็นเพราะประธานาธิบดีคนแรก จอร์จ วอชิงตัน คิดว่า เมืองแห่งนี้ต้องขยายไปทางตะวันออก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นในเวลาต่อมา

 

ความสำคัญของอาคารที่เป็นหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ต่างจากทำเนียบขาวที่ใช้หินธรรมดาทาสีขาว ถูกยกมาเปรียบเทียบกันว่า เป็นเพราะเจตนาที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า สีขาวของทำเนียบขาวที่ถูกทาขึ้น หลุดลอกออกได้ ไม่มั่นคง แต่หินอ่อนสีขาวของอาคารรัฐสภา ไม่ต้องทาสี ทนทานกว่า เพราะ “รัฐสภา” คือ ผู้แทนของปะชาชน เป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ต้องมั่นคง หนักแน่นกว่า

 

ส.ส.ในสภาของสหรัฐ มี 435 คน คิดตามสัดส่วนจำนวนประชากร 6 แสนคน ต่อ ส.ส. 1 คน และสมาชิกวุฒิสภา มี 100 คน มาจาก 50 รัฐ รัฐละ 2 คน ซึ่งแนวคิดการใช้สัดส่วนผู้แทนแบบนี้ เป็นเพาะในยุคเริ่มต้น ต้องการประนีประนอมกับทุกฝ่าย เพราะหากคิดตามสัดส่วนจำนวนประชากรอย่างเดียว รัฐที่มีประชากรน้อย จะมีผู้แทนน้อยกว่ารัฐที่มีประชากรมาก จึงถูกมองว่าอาจไม่ยุติธรรมเวลาไปออกกฎหมาย ดังนั้นจึงให้มีสภาสูงที่มีสัดส่วนเท่ากันทุกรัฐเพิ่มขึ้นมา

 

ส่วนที่ วอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากถูกทำให้เป็นเขตปกครองพิเศษ คนที่นี่มีสิทธิเลือกประธานาธิบดี มีสิทธิเลือกนายกเทศมนตรี มีสิทธิร่วมโหวตในการออกกฎหมายท้องถิ่น แต่พวกเขาไม่มีสิทธิเลือก ส.ส. เพราะไม่มี ส.ส.ของ วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งไกด์ของเราบอกว่า คนที่นี่บางส่วนประท้วงเล็กด้วยการติดป้ายว่า พวกเขาเสียภาษี แต่ไม่มีผู้แทนอยู่ในสภา

 

 

การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม จาก “ลินคอล์น” สู่ “มาร์ติน ลูเธอร์ คิง”

 

จากรัฐสภา เบื้องหน้าตรงมา คือ อนุสาวรีย์วอชิงตัน ผ่านสระสะท้อน National Mall ในแนวเดียวกัน คือ อนุสรณ์สถานลินคอล์น ประธานาธิบดี ผู้ทำสงครามกลางเมือง ฝ่ายเหนือ – ฝ่ายใต้ จากความขัดแย้งเรื่องการปลดปล่อยทาสผิวสี เพื่อรวมอเมริกาเป็นหนึ่งเดียว

 

ผมไปยืนอยู่บนวิหารคล้าย วิหารเทพเจ้าในกรีก ... เบื้องล่างหินอ่อน ถูกสลักไว้ด้วยคำว่า “I Have a Dream” ข้าพเจ้ามีความฝัน .. สุนทรพจน์ที่เป็นจุดประกายของความเท่าเทียม โดย “มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” ซึ่งยืนกล่าวอยู่ตรงนี้ เมื่อ 28 สิงหาคม ปี 1963 ต่อหน้าชาวอเมริกันกว่า 2 แสนคน ที่ยืนเบียดเสียดเต็มลานแห่งนี้ จุดที่เขายืน มองออกไปเห็นอนุสาวรีย์วอชิงตัน ด้านหลังเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ของ ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ยิ่งใหญ่

“I Have a Dream” สุนทรพจน์แห่งความเท่าเทียมที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ระหว่างคนผิวขาวและคนผิวสี ถูกกล่าวขึ้นที่นี่ “อนุสรณ์สถานลินคอล์น”

ย้อนกลับไป 100 ปี “อับราฮัม ลินคอล์น” ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งในปี 1861 – 1865 คือผู้ที่ถูกนำมาสร้างเป็นอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เพราะเขาเป็นผู้ที่ต่อสู้ในสงครามกลางเมือง จากความพยามของรัฐทางใต้ ที่จะแยกตัวออกเป็นเอกราช ไปตั้งประเทศใหม่ ซึ่งถูกอ้างอิงในปัจุบันว่า เป็นเพราะไม่พอใจที่ประธานาธิบดีลินคอล์น แก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 13 ซึ่งมีเนื้อหาห้ามซื้อขายทาสตลอดไป และนั่นทำให้เขาถูกลอบสังหารในปี 1866 จึงเป็นเหตุเป็นผลที่ชัดเจนว่า ทำไม มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จึงใช้สถานที่นี้เป็นสถานที่กล่าวสุนทรพจน์ I Have a Dream ของเขา

 

อนุสรณ์สถานลินคอล์น เปิดเมื่อปี 1922 หลังใช้เวลาก่อสร้างนาน 7 ปี ถูกเปรียบว่า เป็นเหมือนวิหารแห่งประชาธิปไตย จากประวัติการต่อสู้เพื่อปกป้องอุดมการณ์ของประธานาธิบดีลินคอล์น

 

วิหารนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากวิหารพาร์เธนอน ของกรีก ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีอาเธน่า เทพเจ้าแห่งความรอบรู้ วิหารนี้ถูกทำขึ้นจากหินอ่อนทั้งหลังเช่นกัน มีเสา 36 ต้น เป็นสัญลักษณ์ของ 36 รัฐในสมัยที่ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดี ส่วนด้านบนหลังคา มีสลักรายรัฐ 48 รัฐ ตามจำนวนในช่วงที่สร้างวิหารเสร็จ

 

ภายในวิหารมีรูปปั้นประธานาธิบดีลินคอล์นนั่งอยู่ มือข้างหนึ่งกำ อีกข้างหนึ่งแบ แทนความหมายว่า ต้องใช้ทั้งกำลังและความเอื้ออาทรในการปกครองประเทศ ผนังทั้ง 2 ด้าน สลักสุนทรพจน์ที่สำคัญไว้ 2 เรื่อง

ผนังด้านซ้าย คือ Gettysberg สุนทรพจน์ที่สั้นที่สุดของอับราฮัม ลินคอล์น แต่ส่งผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถูกยกไปพูดถึงมากที่สุด ต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียม .. ส่วนผนังอีกด้าน สลักคำสาบานตนรับตำแหน่งครั้งที่ 2 ของเขาเอาไว้

 

 

“จดจำสงครามเวียดนาม ... บาดแผลของอเมริกา”

 

จุดสุดท้ายที่ผมจะเขียนถึงวันนี้ คือ “อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเวียดนาม” (Vietnam Veterans Memorial) ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไร ... แต่เต็มไปด้วยความหมาย

 

ชื่อของทหารอเมริกันกว่า 58,000 ชื่อ ถูกสลักอยู่บนกำแพงสีดำ ในสวนใกล้กับอนุสรณ์สถานลินคอล์น ชื่อเหล่านี้ คือทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ในช่วงปี 1959 – 1975 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสงครามที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐเข้าร่วม แต่เพิ่งมาถูกแซงหน้าไปโดยสงครามในอิรัก ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่าไปเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง

อนุสรณ์สถานแห่งนี้ ถูกออกแบบโดยสถาปนิกที่มีวัยเพียง 21 ปี ในเวลานั้น (1982) เธอชื่อว่า มายา ลิน เป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่แบบของเธอได้รับการคัดเลือกให้มาก่อสร้าง ด้วยเหตุผลว่า เล็ก เป็นส่วนตัว และสงบเงียบ

 

ถ้ามองลงไป จะเห็นได้ชัดว่า กำแพงสีดำ ซึ่งเป็นที่สลักชื่อทหารที่เสียชีวิต มีลักษณะ “แคบ” ในช่วงเริ่มต้น และค่อยๆ “กว้างขึ้นเรื่อยๆ” ตรงกลาง ... จนกระทั่งแคบลงเรื่อยๆในตอนท้าย

แมตตี้บอกว่า ... แบบที่เห็นนี้ สัมพันธ์กัน 2 ส่วน

 

เมื่อรู้ว่า ... รายชื่อทหารบนผนัง ถูกสลักเรียงตามวัน เวลา หรือ ลำดับที่พวกเขาเสียชีวิตในสงคราม ดังนั้นจุดที่แคบตอนต้น เป็นเพราะมีรายชื่อทหารที่เสียชีวิตน้อยในช่วงแรกๆที่อเมริกาเข้าร่วมสงครามเวียดนาม ต่อมาก็มากขึ้น มากขึ้น ... แสดงให้เห็นว่า ยิ่งอเมริกา เข้าไปมีบทบาทในสงครามมากขึ้นเท่าไหร จำนวนทหารที่เสียชีวิต ก็มาขึ้นตามไปด้วย ... และเมื่ออเมริกา ลดบทบาทลง ก็มีรายชื่อทหารที่เสียชีวิตน้อยลง

 

กำแพงสีดำนี้ ยังมีเงาสะท้อน ... แมตตี้ บอกว่า ผู้ออกแบบตั้งใจให้กำแพงนี้มีเงาสะท้อน เมื่อใครก็ตามไปยืนอยู่จะเห็นเงาของตัวเอง ก็อาจมีจุดประสงค์ให้สะท้อนตัวเองจากเงา ใช้เลาพิจารณาเมื่อมารำลึกถึงการสูญเสียที่นี่

 

ต่อมาปี 1984 มีเสียงเรียกร้องให้เพิ่มรูปปั้นทหารที่แต่งกายเหมือนในสมรภูมิเวียดนาม จึงปั้นทหาร 3 คนขึ้น เป็นชุดของทั้ง ทัพบก ทัพเรือ และทัพอากาศ โดยทั้ง 3 คน หนึ่งเป็นคนผิวขาว หนึ่งผิวสี และอีกหนึ่งเป็นละตินอเมริกา

ที่สำคัญ ... หากมองจาก Top View พื้นที่ตรงนี้ จะมีลักษณะเหมือนบาดเผลอยู่กลางกรุง วอชิงตัน ดี.ซี.

 

เขียนมายาวเหยียดถึงตรงนี้ ยังไม่เข้าเรื่องราวที่เป็นเหตุผลที่คณะของเราข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ แต่ก็มีประวัติศาสตร์ แนวคิด ปรัชญาพื้นฐานของคนอเมริกัน ที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ ที่เราได้โอกาสทำความเข้าใจก่อน ผ่านสถาปัตยกรรม สถานที่สำคัญ บุคคลสำคัญ ... ที่เป็นรากฐานความคิดของอเมริกา

 

ตอนต่อไป NEWSUEM พิพิธภัณฑ์ข่าว ซึ่งผมบอกเลยว่า เอาผมไปทิ้งไว้ในนั้นทั้งสัปดาห์ก็ยังได้ ...

 

///

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา  หัวหน้ากองบรรณาธิการข่าว PPTV 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ