นักโบราณคดีพบหลักฐานว่าบนเกาะซามอสของกรีซ มีการทำขนมจากชีสสด แป้ง และน้ำผึ้งมาตั้งแต่ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ขนมชนิดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของชีสเค้กในปัจจุบัน ที่น่าสนใจก็คือ ชีสเค้กไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นของหวาน แต่เป็นอาหารที่ให้พลังงาน โดยมีบันทึกว่าถูกเสิร์ฟให้นักกีฬาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคโบราณ เพื่อเสริมกำลังก่อนลงสนาม หากเปรียบกับปัจจุบัน ชีสเค้กในวันนั้นก็คงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Energy Bar หรือเครื่องดื่มโปรตีนของนักกีฬา เพียงแต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด นอกจากนั้น ชาวกรีกยังนิยมเสิร์ฟชีสเค้กในงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลอง เพราะชีสและน้ำผึ้งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความหวานชื่น และการเริ่มต้นชีวิตคู่ จะเห็นว่า ตั้งแต่วันแรก ชีสเค้กก็ไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวสำคัญในชีวิตผู้คน
เมื่อโรมันเข้าปกครองกรีซ พวกเขารับเอาสูตรชีสเค้กกลับไปด้วย พร้อมดัดแปลงเป็นขนมที่เรียกว่า Libum ชาวโรมันเติมไข่ เพิ่มกลิ่นหอม และใช้ขนมชนิดนี้เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าในพิธีกรรมสำคัญ จากอาหารของนักกีฬา กลายเป็นขนมแห่งความศรัทธา ก่อนจะเดินทางต่อไปพร้อมการขยายอาณาจักรของโรมัน หลังจากนั้น สูตรชีสเค้กก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรป เยอรมนีใช้ Quark Cheese อิตาลีใช้ Ricottaฝรั่งเศสเพิ่มความละเมียดละไมตามแบบอาหารฝรั่งเศส โปแลนด์มี Sernik แต่ละประเทศต่างปรับสูตรให้เข้ากับวัตถุดิบของตัวเอง แต่ยังคงหัวใจสำคัญไว้เหมือนเดิม นั่นคือ "ชีส"
หากประวัติศาสตร์หยุดอยู่แค่ยุโรป ชีสเค้กอาจเป็นเพียงขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี ค.ศ. 1872 เมื่อ William Lawrenceเกษตรกรชาวอเมริกัน พยายามผลิตชีสฝรั่งเศสชนิดหนึ่ง แต่กลับได้ชีสที่มีเนื้อเนียน เข้มข้น และมีไขมันสูงกว่าที่ตั้งใจ สิ่งที่เกิดขึ้นจาก "ความผิดพลาด" ครั้งนั้น กลายเป็นจุดกำเนิดของ Cream Cheese ต่อมาถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ Philadelphia Cream Cheeseแม้ว่าจะไม่ได้ผลิตที่เมืองฟิลาเดลเฟียก็ตาม เพราะชื่อนี้ถูกเลือกเพื่อสื่อถึงคุณภาพของอาหารในยุคนั้น จากครีมชีสชนิดใหม่นี้ เชฟในมหานครนิวยอร์กเริ่มพัฒนาสูตรชีสเค้กที่มีเนื้อแน่น เนียน และเข้มข้น จนกลายเป็น New York Cheesecake ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ช่วงทศวรรษ 1960 เชฟชาวญี่ปุ่นเดินทางไปศึกษาการทำชีสเค้กในยุโรป ก่อนนำกลับมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนญี่ปุ่น แทนที่จะทำให้หนักแน่นเหมือนต้นฉบับ เขาใช้เทคนิคตีไข่ขาวแบบซูเฟล่ จนได้ชีสเค้กที่เบา นุ่ม และเด้งดึ๋ง ภาพชีสเค้กที่สั่นไหวเบา ๆ เมื่อขยับจาน กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ เรื่องนี้สะท้อนวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน พวกเขาไม่จำเป็นต้องคิดค้นทุกอย่างใหม่ แต่เก่งในการนำสิ่งที่มีอยู่มาต่อยอดจนเกิดเอกลักษณ์ของตัวเอง
วิทยาศาสตร์ของความอร่อย
เสน่ห์ของชีสเค้กไม่ได้อยู่แค่สูตร แต่อยู่ที่วิทยาศาสตร์ โครงสร้างของชีสเค้กเกิดจากโปรตีนในชีสและไข่ เมื่อได้รับความร้อน โปรตีนจะค่อย ๆ จับตัวเป็นเนื้อเค้ก หากอบร้อนเกินไป หน้าเค้กจะแตก เนื้อแข็ง และสูญเสียความชุ่มชื้น เชฟจึงนิยมใช้วิธี Water Bath หรือการอบในถาดน้ำร้อน เพื่อให้อุณหภูมิสม่ำเสมอ ช่วยให้เนื้อเค้กเนียนและนุ่ม อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ ชีสเค้กไม่ได้อร่อยที่สุดตอนเพิ่งออกจากเตาอบ หลังอบเสร็จ เชฟมักแช่เย็นข้ามคืน เพื่อให้ไขมันในครีมชีสเซตตัว กลิ่นและรสชาติผสานกันอย่างสมบูรณ์ บางครั้ง ของอร่อยที่สุด ก็ต้องอาศัย "เวลา"
Did You Know? / รู้หรือไม่?
- ชีสเค้กมีอายุกว่า 4,000 ปี
- นักกีฬาโอลิมปิกกรีกโบราณเคยรับประทานชีสเค้กก่อนการแข่งขัน
- ครีมชีสเกิดจาก "ความผิดพลาด" ในการผลิตชีสของเกษตรกรชาวอเมริกัน
- ชื่อ Philadelphia Cream Cheese ไม่ได้หมายความว่าผลิตในเมืองฟิลาเดลเฟีย แต่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด
- คำว่า "Cheesecake" แม้จะมีคำว่า Cake แต่ตามหลักการทำขนมแล้ว โครงสร้างใกล้เคียงคัสตาร์ดมากกว่าเค้ก เพราะใช้โปรตีนจากชีสและไข่เป็นตัวสร้างเนื้อสัมผัส
- Basque Burnt Cheesecake จากแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน มีเอกลักษณ์ตรงที่ "อบให้หน้าไหม้" โดยตั้งใจ เพื่อสร้างกลิ่นคาราเมลและเนื้อในที่นุ่มละลาย
Greek Cheesecake ต้นกำเนิดของชีสเค้ก ใช้ชีสสด น้ำผึ้ง และแป้ง เนื้อสัมผัสเรียบง่ายตามแบบกรีกโบราณ
New York Cheesecake เนื้อแน่น เข้มข้น ใช้ครีมชีสเป็นส่วนผสมหลัก ถือเป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
Basque Burnt Cheesecake ชีสเค้กหน้าดำจากประเทศสเปน อบด้วยไฟแรงจนด้านบนไหม้ แต่ด้านในยังนุ่มละมุน
Japanese Soufflé Cheesecake ตีไข่ขาวจนฟู ทำให้เนื้อเบา เด้ง และละลายในปาก
Italian Ricotta Cheesecake ใช้ชีส Ricotta ให้รสชาติสด เบา และหวานน้อย
German Käsekuchen ใช้ Quark Cheese ให้รสเปรี้ยวอ่อน ๆ และเนื้อสัมผัสนุ่มชุ่มชื้น
หากลองสังเกตดู ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ในชุมชน คาเฟ่ริมทะเล หรือโรงแรมหรู ชีสเค้กแทบจะเป็นเมนูมาตรฐาน เหตุผลสำคัญมีหลายประการ
- รสชาติของชีสเค้กมีความสมดุลระหว่างความหวาน ความเปรี้ยว และความมัน จึงเข้ากันได้ดีกับกาแฟที่มีรสขม
- เนื้อสัมผัสที่แน่นแต่ละลายในปาก ทำให้รับประทานได้ทั้งเป็นของหวานหรือของว่าง
- สามารถดัดแปลงรสชาติได้หลากหลาย ทั้งมัทฉะ ยูซุ ชาไทย มะม่วง เบอร์รี พิสตาชิโอ หรือช็อกโกแลต
- หน้าตาสวยงาม ถ่ายภาพขึ้นกล้อง จึงกลายเป็นเมนูยอดนิยมในยุคโซเชียลมีเดีย
- นอกจากนี้ ชีสเค้กยังเข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเอสเปรสโซ คาปูชิโน ชาดำ ชาเอิร์ลเกรย์ หรือแม้แต่ไวน์หวานอย่าง Sauternes และ Ice Wine ซึ่งช่วยขับรสชาติของชีสให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
มากกว่าของหวาน...คือความทรงจำ
เมื่อมองย้อนกลับไป ชีสเค้กเดินทางไกลกว่าที่หลายคนคิด จากอาหารของนักกีฬาโอลิมปิก สู่เครื่องบูชาในพิธีกรรมของชาวโรมัน เดินทางข้ามยุโรปพร้อมวัฒนธรรมของผู้คน ถูกพลิกโฉมด้วยครีมชีสในอเมริกา ได้รับการตีความใหม่ในญี่ปุ่น และกลายเป็นของหวาน ประจำร้านกาแฟทั่วโลก แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ชีสเค้กมักปรากฏอยู่ในช่วงเวลาพิเศษของชีวิต
วันเกิด วันเฉลิมฉลอง การพบปะกับเพื่อน เดตแรก หรือแม้แต่วันที่เราอยากให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานหนัก
บางที...เหตุผลที่ชีสเค้กยังคงเป็นของหวานยอดนิยม อาจไม่ใช่เพราะรสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียว แต่เพราะทุกครั้งที่เราตัดชีสเค้กหนึ่งชิ้น เรามักกำลังแบ่งปัน "ช่วงเวลาดี ๆ" ให้กับใครสักคนเสมอ และนั่นอาจเป็นสูตรลับที่ทำให้ชีสเค้กครองใจผู้คนทั่วโลกมายาวนานกว่าสองพันปี
เขียนโดย: จอมโหดกระทะเหล็ก
ภาพประกอบ: Dulce Casa De Pang