นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ประจำที่ ศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์ เซ็นเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 และนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพโพสต์เฟซบุ๊ก คุยกับหมอฆนัท ชวนหาคำตอบว่า “กินหวานมาก ทำให้ดุจริงหรือ?” หลังได้ยินบทสนทนาของน้องที่คลินิกพูดกันว่า “กินของหวานเยอะแน่ๆ ถึงได้ดุขนาดนี้” หลายคนอาจมองว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวเล่นๆ แต่ในความเป็นจริง เรื่องการบริโภคน้ำตาลกับอารมณ์มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันอยู่
เพียงแต่ไม่ได้หมายความว่าการกินหวานแล้วจะทำให้กลายเป็นคนดุขึ้นทันทีเหมือนการกดสวิตช์ แต่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกได้
ทำไมกินหวานถึงอาจกระตุ้นอารมณ์?
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อกินของหวาน น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงแรกอาจรู้สึกตื่นตัว มีพลังงาน และอารมณ์ดี หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อจัดการกับน้ำตาล ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยภาวะที่ระดับน้ำตาลลดลงอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย และอารมณ์แปรปรวนได้
อีกปัจจัยหนึ่งเกี่ยวข้องกับกลไกของสมอง โดยน้ำตาลสามารถกระตุ้นการหลั่งโดปามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจและความสุข เมื่อกินอาหารหวานบ่อยขึ้น สมองอาจเกิดการเรียนรู้และเกิดความต้องการอาหารหวานมากขึ้น หากไม่ได้รับตามความต้องการ ก็อาจเกิดความหงุดหงิดและอยากกินมากขึ้นได้
กินน้ำตาลมากในระยะยาว อาจกระทบสุขภาพจิต
ในระยะยาว การได้รับน้ำตาลในปริมาณมากยังมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต โดยผลการศึกษาที่ นพ.ฆนัท ยกมา ระบุว่า ผู้ที่บริโภคน้ำตาลในปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงขึ้นประมาณร้อยละ 20–30 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคน้อย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่กินหวานจะกลายเป็นคนดุหรือหงุดหงิดง่ายเสมอไป เพราะผลกระทบแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลที่บริโภค สภาพร่างกาย การนอนหลับ และพฤติกรรมการกินอาหารโดยรวม
สำหรับเด็ก อาการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลอาจสังเกตเห็นได้ชัดกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของเด็กมีขนาดเล็กและอาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลได้ไวกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะมีอาการดังกล่าว
ดุหรือหงุดหงิดง่าย อาจไม่ได้เกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว
นพ.ฆนัท ระบุว่า สาเหตุที่แท้จริงของการที่ใครบางคนดุหรือหงุดหงิดง่าย มักไม่ได้มาจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว โดยปัจจัยสำคัญอาจเกี่ยวข้องกับการนอนไม่เพียงพอ การขาดน้ำ ความเครียด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
น้ำตาลจึงอาจเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อาการเหล่านี้แย่ลงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่สามารถอธิบายพฤติกรรมหรืออารมณ์ของแต่ละคนได้
ลดหวานอย่างไรให้อารมณ์และร่างกายปรับตัวได้
การลดความหวานไม่จำเป็นต้องหักดิบในทันที การค่อยๆ ลดปริมาณลงทีละน้อยอาจช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น และลดโอกาสเกิดความหงุดหงิดจากการงดอาหารที่เคยรับประทานเป็นประจำ
เคล็ดลับที่ช่วยปรับพฤติกรรม ได้แก่
- กินของหวานคู่กับโปรตีนหรือไขมัน เช่น นม ถั่ว หรือชีส เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว
- จำกัดปริมาณน้ำตาล โดยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
- เลือกของหวานที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้สด หรือเมนูที่ใช้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาลทราย
- สังเกตอาการของตัวเอง หากมีอารมณ์แปรปรวนบ่อยครั้ง หรือมีอาการกระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ควรไปตรวจระดับน้ำตาลและสุขภาพโดยรวมเพื่อหาสาเหตุ
กินหวานไม่ได้ทำให้ “ดุ” ทันที
นพ.ฆนัท สรุปว่าการกินหวานไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นคนดุทันที แต่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดและอารมณ์ ขณะเดียวกันปัจจัยอื่น เช่น การนอนไม่พอ การขาดน้ำ ความเครียด และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ก็สามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้เช่นกัน
ดังนั้น การปรับพฤติกรรมการกินโดยค่อยๆ ลดความหวานลง และใส่ใจกับการกินอาหารโดยรวม จึงเป็นแนวทางที่ช่วยดูแลทั้งสุขภาพร่างกายและอารมณ์ให้แข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว