ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง อายุ 25 ปี เผยแพร่คลิปวิดีโอแชร์ประสบการณ์หลังติดเชื้อ และป่วยด้วยโรคฝีดาษวานร (MPOX) ที่ตนคาดว่าอาจได้รับเชื้อมาจากการใช้แก้วดื่มน้ำร่วมกับคนอื่นในงานสังสรรค์ เพื่อเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเล่าตั้งแต่เริ่มมีอาการ เข้ารับการตรวจรักษา ไปจนถึงการพักฟื้นที่บ้าน
ผู้ป่วยรายดังกล่าวระบุว่า อาการเริ่มแรกคือนอนไม่หลับและปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรง ติดต่อกันนาน 2 คืน ก่อนจะเริ่มมีอาการปวดบริเวณขาหนีบอย่างมาก และพบว่าขาหนีบบวมโตขึ้นในช่วงเย็น
ผู้ป่วยยังเล่าว่า ก่อนจะมีตุ่มพุพองปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ร่างกายมีสัญญาณผิดปกติหลายอย่าง ทั้งอาการปวดเมื่อยทั่วร่างกายและขับถ่ายลำบาก แม้การตรวจครั้งแรกยังไม่พบความผิดปกติ แต่แพทย์ได้พิจารณาให้นอนโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาในที่สุด
ต่อมาเกิดข้อสงสัยในสังคมเกี่ยวกับแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยสามารถแยกกักตัวและรักษาที่บ้านได้หรือไม่ รวมถึงต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่เชื้ออย่างไร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสู่บุคคลใกล้ชิดและคนในชุมชน
พีพีทีวี ออนไลน์ ได้สืบค้นข้อมูลจากกรมการแพทย์ พบว่า แนวทางการวินิจฉัย การดูแลรักษา และการป้องกันการติดเชื้อโรคฝีดาษวานร (Monkeypox) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือของคณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้กำหนดแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ (Confirmed case) โดยพิจารณาตามความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้
- ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงและมีภูมิคุ้มกันปกติ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือแยกกักตัวรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเคร่งครัด
- ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีอาการรุนแรง รวมถึงผู้ที่มีรอยโรคในตำแหน่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือไม่สามารถแยกกักตัวที่บ้านได้ ควรพิจารณารับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยจัดให้อยู่ในห้องพักเดี่ยวที่มีห้องน้ำในตัว
- การใช้ยาต้านไวรัส ยาจำเพาะสำหรับรักษาโรคฝีดาษวานรยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย โดยกรมควบคุมโรคนำมาใช้ภายใต้กรอบข้อตกลงกับองค์การอนามัยโลก หรือ Monitored Emergency Use of Unregistered and Investigational Interventions (MEURI) หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางรักษา
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังครอบคลุมการจัดทำคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่แยกกักตัวรักษาที่บ้าน การปรับเกณฑ์วินิจฉัยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรง ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองและมาตรการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ
กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง
- ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีค่า CD4 ต่ำกว่า 200 cells/cumm.
- ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งอวัยวะต่าง ๆ
- ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Alkylating agents, Antimetabolites, Tumor necrosis factor inhibitors หรือได้รับรังสีรักษา (Radiation) และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูง (High-dose corticosteroids)
- ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกภายใน 2 ปีที่ผ่านมา หรือได้รับการปลูกถ่ายมาแล้วตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป แต่มีภาวะ Graft-versus-host disease หรือโรคเดิมกำเริบ
- ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเด็ก
- เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี
กลุ่มผู้ป่วยเสี่ยงอาการรุนแรง
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคผิวหนัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน แผลไฟไหม้ หรือโรคผิวหนังที่มีการอักเสบรุนแรง
- ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือสมองอักเสบ
- ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง ภาวะขาดน้ำ หรือปอดอักเสบ
- ผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มฝีดาษวานรบริเวณสำคัญที่อาจเกิดอันตราย เช่น ดวงตา ปาก อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
คำแนะนำการดูแลตัวเองแบบ Home Isolation
- อาบน้ำและสระผมได้ตามปกติ โดยเช็ดบริเวณรอยโรคให้แห้ง
- หลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์
- งดมีเพศสัมพันธ์และงดให้นมบุตรตลอดระยะเวลาที่รับการรักษา
- สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดรอยโรคทั้งหมด เช่น เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
- ใช้ยาประคบ ยาทา หรือยาฟอกตัวตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีไข้หรือปวดสามารถรับประทานพาราเซตามอล และหากคันสามารถใช้ยาแก้แพ้หรือคาลาไมน์โลชั่นทาบริเวณผื่นที่ยังไม่แตกเป็นแผลได้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส แกะ หรือเการอยโรค และควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- หากสัมผัสรอยโรค ให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ พร้อมหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา ปาก จมูก ก้น และอวัยวะเพศ
- งดโกนขนบริเวณที่มีรอยโรค
- ทำความสะอาดรอยโรคด้วยน้ำปราศจากเชื้อ (Sterile water) หรือน้ำเกลือ แล้วปล่อยให้แห้ง โดยไม่ต้องปิดแผลด้วยวัสดุใด ๆ
- หากมีรอยโรคในช่องปาก ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
- หากมีรอยโรคบริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ ให้นั่งแช่ก้นในน้ำอุ่นผสมโพวิโดนไอโอดีน 15 มิลลิลิตร นาน 10–15 นาที วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
- ไม่ควรรับประทานยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย และใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหรือยาทาภายนอกที่มีสารต้านจุลชีพเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น มีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- หมั่นสังเกตอาการ หากรอยโรคเพิ่มจำนวนหรือขยายใหญ่ขึ้น ปวดมากขึ้น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือหายใจไม่สะดวก ให้รีบพบแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ดูแลรักษา
- หลังรอยโรคหายดีแล้ว หากกังวลเรื่องแผลเป็น สามารถใช้ซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนลดรอยแผลเป็นได้ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปต่อเนื่องหลายเดือน เพื่อลดโอกาสเกิดรอยดำ
คำแนะนำในการติดตามผู้ป่วยฝีดาษวานร
- เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบติดตามอาการทุก 3-5 วัน จนครบ 21 วัน หรืออยู่ในดุลยพินิจของแพทย์พิจารณา
- ผู้ป่วยควรแยกตัวจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ คือ เมื่อทุกรอยโรคตกสะเก็ดและสะเก็ดหลุด เห็นผิวหนังปกติข้างใต้ จนเห็นผิวหนังสีชมพู (completely healed)
- องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ถุงยางอนามัยหลังจากแผลหายสนิท ต่อเนื่องไป 12 สัปดาห์ (ข้อมูลวันที่ 12 พฤษภาคม 2566)
ข้อมูลจาก: