กรุงเทพมหานคร ระดมเครื่องฉีดน้ำและรถดับเพลิงจากหลายหน่วยงานมาสาธิตฉีดน้ำ แก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ต่อสื่อมวลชน หลังจบการประชุมด่วนร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก กรมอนามัย รวมทั้งขสมก.เป็นต้นสำหรับข้อสรุปมาตรการการแก้ปัญหาฝุ่นละออง ที่ประชุมเห็นว่าฝุ่น PM 2.5 ราว 50-60 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล จึงมีมาตรการเข้มงวดการตรวจจับควันดำ และห้ามรถบรรทุกเข้ากรุงเทพฯชั้นในก่อน 09.00 น.และหลัง 15.00 น.ตามกฎหมาย ส่วนสาเหตุอีกราว 35 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากเผาในที่แจ้ง จึงมีคำสั่งให้ กรุงเทพมหานคร และ5 จังหวัดใกล้เคียงห้ามเผาในที่แจ้ง 2 เดือน
ส่วนมาตรการเฉพาะหน้าอื่นๆ กทม.จะนำหน้ากากอนามัยเบื้องต้น 10,000 ชิ้น ไปแจกให้ประชาชนตามจุดวิกฤติ และจะเร่งระดมฉีดน้ำล้างถนนทั่วกรุงเทพมหานคร
สำหรับมาตรการฉีดน้ำของ กทม.นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเซียตะวันตกเฉียงใต้ มองว่ามาตรการฉีดน้ำอาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและเสียน้ำพร้อมกับงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์
ขณะที่พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่ามาตรการใช้รถฉีดน้ำอาจแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็สามารถช่วยฉีดล้างฝุ่นขนาดใหญ่บนถนนออกไปได้เพื่อบรรเทาปัญหาไปส่วนหนึ่ง
ด้านธารา บัวคำศรี ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า มาตรการการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรระบุว่ายังมีข้อจำกัดคือ ในเขต กทม.มีเส้นทางการบินหนาแน่น และความชื้นสัมพัทธ์ช่วงนี้ยังไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำได้ในสัปดาห์หน้า
ส่วนกรณีที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า กทม. จงใจไปฉีดน้ำตรงบริเวณที่ตั้งตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อให้ตัวเลขที่ตรวจวัดดีกว่าตัวเลขที่ควรจะเป็นหรือไม่ เรื่องนี้ผู้ว่าฯกทม.ระบุว่าสาเหตุที่ไปฉีดน้ำตรงนั้นเพราะเป็นพื้นที่วิกฤติ และการฉีดน้ำหน้าเครื่องไม่มีผลต่อการตรวจวัดค่า PM 2.5 เพราะการวัดค่าใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่ในเวลานั้น
ส่วนกรณีที่ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้เพียง 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เรื่องนี้กรมควบคุมมลพิษ ชี้แจงว่าองค์การอนามัยโลกตั้งมาตรฐานไว้สูง ซึ่งทำให้ตัดชี้วัดอื่นต้องขยับมาตรฐานตามไปด้วย เช่นมาตรฐานรถยนต์ หากเราจะขยับตามคงเป็นเรื่องยากเพราะกระทบหลายส่วน ซึ่งค่ามาตรฐานที่ตั้งปัจจุบัน ถือว่าเหมาะสมแล้วสำหรับประเทศไทย