โดยวานนี้16 ม.ค. 2562 สื่อต่างชาติได้เผยแพร่ภาพชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง สวมกางเกงยีนส์ ปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปช่วยตัวประกันที่ติดอยู่ในโรงแรม และ สังหารกลุ่มก่อการร้าย “เครือข่าย อัลชาบับ”
หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าชายคนดังกล่าวอาจเป็น SEAL Team 6 หรือ หน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ ที่เคยปฏิบัติการปลิดชีพ อุซามะฮ์ บิน ลาดิน หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ เมื่อปี 2011
สื่อเคนยาตีข่าว"บิ๊กป้อม"เผยเหตุถล่มโรงแรมไทยเพราะอาหารอร่อย
เปิดอาณาจักรโรงแรม "ดุสิต" โรงแรมไทยที่อยู่ทุกมุมโลก
สำหรับ หน่วย SAS ถือว่าเป็นหน่วยรบพิเศษ ที่มีความแข็งแกร่งอันดับต้นๆของโลก SAS โด่งดัง จากเหตุการณ์บุกรวบผู้ก่อการร้าย ซึ่งจับตัวประกัน ภายในสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงลอนดอน เมื่อปี1980 ได้สำเร็จ
ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันร่วมกับ German GSG-9 บนเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบิน ลูฟ ฮันซา เยอรมนี ซึ่งถูกสลัดอากาศ จับเป็นตัวประกัน ในกรุงโมคาดิชู ประเทศโซมาเลีย โดยหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในแต่ละภารกิจนั้น มาจาก การใช้ระเบิด Stun Granade ที่ทำให้หมดสติและการใช้กลยุทธ์อันแยบยล บางภารกิจ SAS จะปฏิบัติการเพียง 2-3 นาย หรือ บางครั้งก็ทำงานจะร่วมกับหน่วยรบพิเศษของชาติอื่น
หน่วย SAS ฝึกฝนและพัฒนายุทธวิธีต่อต้านการก่อการร้าย ผ่านความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับหน่วยจู่โจมพิเศษ ของประเทศตะวันตก อย่างเช่น หน่วย GSG-9 ของเยอรมนี และ Delta Force ของสหรัฐอเมริกา
นอกจากฝึกต่อต้านก่อการร้ายแล้ว SAS ยังได้รับการฝึกจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ MI6 จึงทำให้ SAS เป็นทั้ง "ทหารและสายลับ"
ถึงแม้จะมีประสบการณ์อันโชกโชน แต่ก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อปี 2011 ฝ่ายต่อต้านในลิเบียได้จับกุม SAS จำนวน 7 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ MI6 ด้วยการดักฟังสัญญาณทางวิทยุ พร้อมทั้งถูกรัฐบาลลิเบียเอาภาพมาประจานทางโทรทัศน์ ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องเสียหน้าเป็นอย่างมาก
หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายริชาร์ด นอร์ธเทิร์น เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำลิเบีย ได้เข้าไปเจรจากับแกนนำฝ่ายต่อต้าน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนเหล่านี้ พร้อมรับรองสถานภาพของพวกเขา ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะถูกนำมาเผยแพร่ออกสื่อของรัฐบาลลิเบีย โดยให้เหตุผลว่าหน่วย SAS ชุดดังกล่าว ต้องการเข้าไปติดต่อกับฝ่ายต่อต้าน เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเท่านั้น
ภาพ:AFP