นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เคยโพสต์เฟซบุ๊กให้ข้อมูลความอันตรายของ PM0.1 เอาไว้ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำการศึกษาวิจัยเก็บตัวอย่างไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยมาวิเคราะห์เป็นเวลาหลายปีจนได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนและประกาศเมื่อเดือนมิ.ย.2012 ให้ไอเสียจากรถยนต์ดีเซลเป็นสารก่อให้มะเร็งกลุ่มที่ 1 ที่ทำให้มนุษย์เป็นมะเร็ง(กลุ่มที่ 1 คือ ยืนยันว่า เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์)
เมื่อนำไอเสียจากรถยนต์ดีเซลมาวิเคราะห์พบว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่จะเป็นเขม่า,ละอองฝุ่นและละอองโลหะ ซัลเฟตและซิลิกา เมื่อสารในไอเสียเหล่านี้ออกมาสู่อากาศที่เย็นกว่าในเครื่องยนต์สารทั้งหมดดังกล่าวจะรวมตัวเป็นละอองควันสีดำโดยในองค์ประ กอบของควันดำเกือบทั้งหมดเป็นฝุ่นที่มีขนาด 100 นาโนเมตร หรือ 0.1 ไมครอนนั่นเอง ประเทศไทยยังไม่มีการตรวจวัดเป็นการเฉพาะ เราวัดได้เฉพาะฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอนเท่านั้น ดังนั้นในฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอนที่ปล่อยออกมาจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลเกือบทั้งหมดก็คือฝุ่นขนาด 0.1 ไมครอนนั่นเอง
องค์การอนามัยโลก ระบุว่าหากได้รับ PM 0.1 ในความเข้มข้นที่สูงในระยะเวลาสั้น ๆ มันสามารถแทงทะลุถุงลมปอดเข้าไปในเส้นเลือดซึ่งอาจก่อให้เกิดผลต่อระบทางเดินหายใจ , เกิดการอักเสบในหลอดลมและปอด, ผลกระทบระบบเส้นเลือดโดยเกิดโรคอุดตันในหลอดเลือดเรื้อรังหรือโรค chronic obstructive pulmonary disease (COPD)และโรคหัวใจตามมา จะมีโอกาสเสี่ยงอย่างสูงต่อผู้สูงอายุและเด็กเล็กมากที่สุด ในระยะยาวเมื่อหายใจเข้าไปบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเป็นสาเหตุของโรคหัวใจล้มเหลวและมะเร็งในปอด
ด้าน ศาสตราจารย์ ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 อาจซับซ้อนกว่าที่คิด ซึ่งเราควรยึดติดกับอะไรที่อยู่ใน PM2.5 มากกว่า เช่น สารก่อมะเร็ง ปรอท แคทเมียม สารไดออกซิน สิ่งเหล่านี้เราควรตั้งคำถาม และรัฐบาลควรให้คำตอบกับเราว่ามีการวิจัยหรือเฝ้าระวังหรือไม่