เมื่อวันที่ (21 ก.พ. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ บอร์ด ทอท. มีมติเห็นชอบแนวทางในการให้สิทธิประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. โดยให้แยกเป็น 3 สัญญาใหญ่ ได้แก่ กิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร กิจกรรมเชิงพาณิชย์ และกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร ออกจากกัน คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ภายในเดือนมีนาคมนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารย์ออกมาอีก แต่ไม่ใช่ข้อขัดแย้งทั้งหมด
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ เห็นด้วยกับ แนวทางดังกล่าวของท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ ของ ทอท. ที่แบ่งออกเป็น 3 สัญญา แต่ยังคงมีส่วนที่ต้องจับตามองว่า ร่างหนังสือสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ทีโออาร์ ของ การประกอบกิจการ และเงื่อนไข สัมปทานดิวตี้ฟรี ยังเป็นแบบรายเดียวหรือไม่ และจะรวมสัญญาสัมปทานหลายๆสนามบินหรือไม่
โดย ทาง สมาคมฯ เคยได้เสนอแนะ ทอท. ให้กำหนดเงื่อนไข การเปิดประมูลสัมปทานแบบหมวดหมู่สินค้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น หมวดเครื่องสำอางค์ สุราและบุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่นๆและสินค้าโอทอป รวมถึง ทอท. ไม่ควรรวมสัญญาสัมปทานหลายสนามบิน เป็นสัญญาเดียว
สำหรับตลาดในประเทศไทยถือว่าเล็กกว่าต่างชาติ เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว เพียง 13.3 ล้านคน แต่มียอดขายสินค้าจากดิวตี้ฟรี สูงถึงกว่าไทยเกือบ 6 เท่า ทั้งๆที่ไทยมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 35 ล้านคน ดังนั้น ทอท. จึงควรสร้างการแข่งขันที่โปร่งใส ด้วยการมีผู้เข้าประมูลหลายราย ซึ่งหาก ทอท. ดำเนินการแบ่งประเภทสินค้าอาจส่งผลรายได้เข้าประเทศ มากขึ้นกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม หากเทียบไทยกับสนามบินชั้นนำอื่นๆ ต่างประเทศมีผู้ประกอบการอย่างต่ำ 3 ราย เช่น สนามบินอินชอน เกาหลีใต้ มี 4 ราย สนามบินชางงี สิงคโปร์ มี 3 ราย และสนามบินนาริตะ ญี่ปุ่น มี 3 ราย รวมถึง ค่าธรรมเนียมของสัมปทานดิวตี้ฟรีไทยถูกกว่าประเทศอื่นครึ่งหนึ่ง โดยไทยเก็บค่าสัมปทานอยู่ที่ 15-21 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ต่างประเทศเก็บ 30-40 เปอร์เซ็นต์