รายการ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจของรายการ ถึงกรณีการประชุมสอดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ และ สหรัฐอเมริกา โดยหนึ่งในสิ่งที่จับตาของการประชุมครั้งนี้คือ การเดินทางมาร่วมประชุมของ “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่เลือกจะนั่งรถไฟ จากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ มายังกรุงฮานอยประเทศเวียดนาม แม้จะเป็นเส้นทางถึง 4,000 กิโลเมตร และยัง ใช้เวลาถึง 60 ชั่วโมง
ทั้งนี้มีการมองว่าการเดินทาช่นนี้เพื่อแสดงออกถึงธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูล “คิม” ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ หรือ “คิม อิล ซุง” อีกทั้งขบวนรถไฟนี้ยังเป็นรถไฟขบวนพิเศษที่
โดยในแฟนเพจระบุว่า “อะไรทำให้ ผู้นำเกาหลีถึงเลือกนั่งรถไฟนาน 60 ชั่วโมงมาเวียดนาม แทนที่จะนั่งเครื่องบิน?
มีวิธีในการเดินทางที่รวดเร็วมากมายให้เลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นผู้นำประเทศ ทว่าภาพของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟด่งดัง(Dong dang) บริเวณพรมแดนเวียดนาม ก่อนจะต่อรถยนต์ตรงไปยังกรุงฮานอย เพื่อเตรียมหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เป็นครั้งที่2 ในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์นี้ สร้างความประหลาดใจให้แก่ใครหลายคน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2018 ทั้งคู่พบปะหารือกันครั้งแรกที่สิงคโปร์ และคิม จอง อึน เลือกที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทของจีน นักวิเคราะห์มองว่าเป็นกลยุทธ์ในการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างเกาหลีเหนือและจีนให้นานาชาติได้ประจักษ์
สำหรับการพบปะหารือครั้งล่าสุดนี้ การเลือกเดินทางด้วยรถไฟมีจุดประสงค์ไม่ต่างกัน ทั้งยังแสดงออกมากกว่าเดิมเนื่องจากขบวนรถไฟต้องวิ่งเป็นระยะทางถึง 4,000 กิโลเมตร จากกรุงปักกิ่ง ผ่านเมืองสำคัญหลายเมืองกว่าจะมาถึงสถานีรถไฟด่งดัง(Dong dang) ของเวียดนามได้
หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขามองว่าคิมกำลังแสดงออกถึงธรรมเนียมที่ปฎิบัติกันมานานในตระกูลคิม ที่มักเดินทางไปไหนมาไหนด้วยขบวนรถไฟ ทั้งในและนอกเกาหลีเหนือ เนื่องจากคิม อิล ซุง ปู่ของเขานั้นเป็นคนกลัวเครื่องบิน ซึ่งเงื่อนไขนี้ก็จำกัดการเดินทางในสมัยนั้นให้เดินทางไปได้เพียงไม่กี่ที่เช่นกัน
ทั้งนี้ขบวนรถไฟดังกล่าวทำความเร็วได้เพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากตัวรถทำขึ้นจากวัสดุกันกระสุน ส่งผลให้มีน้ำหนักมากกว่ารถไฟทั่วไป ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดทั้งบนรถและที่สถานี”