วันนี้ (7 มี.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนลำปาวจังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้น้ำในเขื่อนลดลงต่อเนื่อง นายพงษ์ศักดิ์ ณ ศร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่ลดลงนั้น ขณะนี้น้ำที่ใช้การได้มีเพียง 673 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ 34 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะสามารถหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน 314,300 ไร่ครอบคลุม 30,000 ครัวเรือน และจะส่งน้ำเข้าอ่างห้วยสีทนเพื่อผลิตน้ำประปาให้ชาวเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งจะแบ่งเป็นการใช้ประโยชน์ 3 ส่วนคือ น้ำให้ประชาชนอุปโภคบริโภค 2.เป็นน้ำทางการเกษตร 3.เป็นน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และอีก 1 ส่วนคือน้ำที่จะรักษาระบบนิเวศน์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ และผลจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงที่คาดว่าจะเกิดปรากฏการเอลนิโญ จะทำให้น้ำมีพอใช้ถึงเดือนมิถุนายนนี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันสำรองน้ำไว้ใช้และช่วยกันประหยัดน้ำด้วย
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด พบว่า ฤดูแล้งปี 2562 นี้ อาจลากยาวจนถึงเดือน พ.ค.62 ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของข้าวนาปรังและอ้อยเป็นหลัก แต่อาจอยู่ในวงจำกัดด้วยปัจจัยด้านพื้นที่และจำนวนพืชที่ได้รับผลกระทบ
โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตแล้ว ยังอาจไม่ได้เป็นปัจจัยช่วยผลักดันราคาข้าวและอ้อยได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่อาจช่วยประคองราคาไว้ได้บ้างระยะสั้นเท่านั้น ท่ามกลางภาวะการแข่งขันในตลาดข้าวและอ้อยจากคู่แข่งที่มีความรุนแรงขึ้น โดยอาจส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรในปี 2562 นี้ให้หดตัว 1.2-1.6 เปอร์เซ็นต์ จากระยะเดียวกันของปีก่อน จากผลของแรงฉุดในด้านผลผลิตที่จะลดต่ำลง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินความเสียหายจากผลกระทบเบื้องต้นของสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562 นี้ด้วยว่า โดย คิดความเสียหายของข้าวนาปรังและอ้อยเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าอาจทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 15,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นอกจากนั้น หากรวมผลเสียหายของพืชเกษตรอื่นด้วย อาจทำให้มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมีมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยคาดว่าสำหรับราคาข้าวเฉลี่ยปี 2562 อาจอยู่ที่ 10,650-10,740 บาทต่อตัน หรือหดตัว 0.8-1.7 เปอร์เซ็นต์ และราคาอ้อยเฉลี่ยปี 2562 อาจอยู่ที่ 750-760 บาทต่อตัน หรือหดตัว 1.3-2.6 เปอร์เซ็นต์