ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำใน 5 จุดสำคัญในพื้นที่เขื่อนลำปาว ประกอบด้วย สันเขื่อนประตูระบายน้ำเขื่อนลำปาว, หาดดอกเกตุ อ.เมืองกาฬสินธุ์, สะพานไหลหลอด บ้านดงบัง ต.ดงสมบูรณ์ อ.ท่าคันโท และบ้านโคกสะอาด อ.วังสามหมอ
การตรวจหา "ปลาหมอคางดำ" ในครั้งนี้ใช้เครื่องมือประมงในหลายรูปแบบ เพื่อสำรวจชนิดและปริมาณสัตว์น้ำ รวมถึงบันทึกข้อมูลเพื่อติดตามว่า
ปลาหมอคางดำ ยังจำกัดอยู่ในจุดเดิม หรือเริ่มเคลื่อนย้ายและกระจายไปยังพื้นที่อื่นของเขื่อนลำปาวแล้ว
นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า การเลือกจุดสุ่มตรวจอ้างอิงจากพฤติกรรมของปลาหมอคางดำ ที่ชอบอาศัยในแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะจุดที่มีนักท่องเที่ยวนำอาหารมารับประทาน ซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของปลาชนิดนี้
ปัจจุบันพบการระบาดเฉพาะในพื้นที่ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และเชื่อว่าการพบปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาวครั้งนี้ "เป็นฝีมือของมนุษย์" ที่นำเข้ามา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาต้นตอของการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำชนิดนี้เข้าสู่พื้นที่
ระหว่างที่ประมงกาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังไล่ล่าปลาหมอคางดำใน 5 จุดเสี่ยง มีชาวบ้านในพื้นที่บ้านคำเขื่อนแก้ว หมู่ที่ 16 ต.สำราญใต้ อ.สามชัย นำปลาต้องสงสัยที่คล้ายกับปลาหมอคางดำ ซึ่งจับได้ที่ริมเขื่อนลำปาว บ้านคำเขื่อนแก้ว รอยต่อ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี มาให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์จำนวน 3 ตัว โดยมีนายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ ร่วมสังเกตการณ์ โดยทั้ง 3 ตัวคือ "ปลาหมอคางดำ"
ปลาหมอคางดำ ที่จับได้ครั้งนี้ มีขนาดความยาว 7-10 ซม. มีอายุประมาณ 3 เดือน ผลการผ่าท้อง 2 ตัวแรก มีไข่เต็มท้อง พร้อมขยายพันธุ์ ส่วนอีกตัวไม่มีไข่ ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ ขอความร่วมมือประชาชนให้รีบแจ้งเบาะแส หากพบเห็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งกำจัดโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เขื่อนลำปาวเป็นแหล่งประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำคัญของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 21,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,288 ล้านบาท ขณะที่กุ้งก้ามกรามสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 703 ล้านบาท/ปี
เมื่อรวมเฉพาะปลานิลและกุ้งก้ามกราม มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 2,000 ล้านบาท/ปี ทำให้การควบคุมการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเป็นภารกิจเร่งด่วน เพราะหากปลาเอเลี่ยนชนิดนี้ แพร่กระจายเป็นวงกว้าง อาจกระทบต่อผลผลิต ต้นทุนการเพาะเลี้ยง และรายได้ของชุมชนประมง