15ปี “ทนายสมชาย” โดนอุ้มหาย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“อังคณา” โพส 15ปี ทนายสมชาย หายตัว ซัด ความยุติธรรมไม่มีจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย นีละไพจิตร ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว Angkhana Neelapaijit  เรื่อง #15ปีสมชายนีละไพจิตร : ความยุติธรรมไม่มีจริง โดยมีเนื้อหาว่า

29 ธันวาคม 2558 : เวลา 9.30 น. ห้องพิจารณาคดี 809 หลังทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนถูกบังคับสูญหายเป็นเวลา 11 ปี 9 เดือน ศาลอาญากรุงเทพฯ ได้อ่านคำพิพากษาฎีกายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยว และลักทรัพย์ทนายสมชาย นีละไพจิตร ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ คำพิพากษาของศาลฎีกาให้เหตุผลในการยกฟ้องว่าหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำส่งศาลไม่มีความน่าเชื่อถือ และไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องยืนยันความถูกต้องของพยานหลักฐานที่ส่งศาล

นอกจากนั้น ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า ครอบครัวสมชายไม่มีสิทธิในการดำเนินการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมแทนสมชาย นีละไพจิตร ได้ เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่าสมชายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนมิอาจดำเนินการได้ด้วยตนเอง

#คดีบังคับสูญหาย ใครคือผู้เสียหาย

เมื่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยตรงกันว่าครอบครัวไม่สามารถเป็นผู้เสียหายในคดีการบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร โดยที่ศาลยึดถือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) ว่าผู้ที่มีสิทธิจัดการแทนผู้เสียหายกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ คือผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา ดังนั้น เมื่อไม่พบศพ จึงถือว่าสมชายยังไม่ตาย และเมื่อไม่มีหลักฐานว่าสมชายได้รับบาดเจ็บ เขาจึงต้องมาร้องต่อศาลด้วยตนเอง ครอบครัวจึงไม่ใช้ผู้เสียหายตามกฎหมาย ... แล้วผู้เสียหายที่แท้จริงอยู่ที่ไหน เมื่อไม่มีใครรู้ คดีลักษณะนี้จึงไม่มีใครฟ้องคดีได้ เพราะเป็นคดีที่ไม่มีผู้เสียหาย

#เราทำอะไรไม่ได้เลย

จากคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้เห็นว่าคดีบังคับสูญหาย ต่อให้มีพยานเห็นเหตุการณ์และยืนยันผู้ลักพาตัว แต่สุดท้ายก็จะไม่สามารถเอาผิดใครได้เนื่องจาก “ไม่มีผู้เสียหาย” เพราะตามกฎหมายไทยความผิดอาญาเป็นความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยตนเอง

กรณีสมชาย นีละไพจิตร แม้จะพยานแวดล้อมหรือพยานประกอบ จะทำให้สังคมเชื่อว่าสมชาย นีละไพจิตร เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หรือแนวทางการสอบสวน ซึ่งแม้ศาลเองก็สรุปข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าสมชายถูกคนกลุ่มหนึ่งผลักขึ้นรถแล้วไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาอีก และหากศาลได้นำข้อเท็จจริงนี้มาประกอบในการใช้ดุลยพินิจในการตีความก็จะเป็นประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิของครอบครัวในฐานะผู้เสียหายในการฟ้องร้องดำเนินคดีแทน หากแต่เมื่อศาลตีความกฎหมาย ตามตัวอักษร นั่นคือ เมื่อไม่พบศพแสดงว่าไม่ตาย ไม่มีหลักฐานว่าเจ็บป่วย และไม่เจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ ก็ไม่เข้ามาตรา 5 (2) ที่จะให้ญาติดำเนินการแทน คดีการบังคับสูญหายจึงมีผู้เสียหาย 1 คนคือตัวทนายสมชาย ญาติพี่น้องไม่ใช้ผู้เสียหายตามกฎหมายมาตรานี้ ผลก็คือ #คดีสมชายไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายไม่รู้อยู่ไหน

หลังศาลฎีกามีคำพิพากษา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือแจ้งครอบครัวด้วยข้อความสั้นๆว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีความเห็นควรงดการสอบสวนเนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด จึงถือเป็นการสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมคดีบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร

#เอาไงต่อ

จากแรงกดดันของนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก รวมถึงครอบครัวของเหยื่อ ทำให้รัฐบาลไทยลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ของสหประชาชาติ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 และต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ โดยมอบให้กระทรวงยุติธรรมร่างกฎหมายเพื่อป้องกันและยุติการทรมานและการบังคับสูญหาย ปัจจุบัน สนช.อยู่ระหว่างการพิจารณา ร่าง พรบ.ทรมานสูญหาย โดยมีวาระนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2-3 ในวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีจนวันนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยไม่มีใครทราบเหตุผล

#พิจารณากฎหมายด้วยความกลัว

ในฐานะเหยื่อ ดิฉันเห็นว่ากระบวนการพิจารณากฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่รับฟังเสียงเรียกร้องของเหยื่อและครอบครัว อีกทั้งดูเหมือนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความกลัว และความหวาดระแวงว่ากฎหมายฉบับนี้จะมุ่งเอาผิดเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ และอาจเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จึงอาจทำให้สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เทน้ำหนักในการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าคุ้มครองและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน นั้นคือ กฎหมายฉบับนี้อาจไม่สามารถคุ้มครองและป้องกันการทรมานและการบังคบสูญหาย ได้จริง

#อาชญากรรมต่อเนื่องกับกฎหมายที่อาจไม่มีผลย้อนหลัง

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการบังคับบุคคลสูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาชาติ ยืนยันว่าการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง (Continuous Crime) ที่ไม่มีอายุความ ซึ่งเป็นการรับประกันสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของเหยื่อทุกคน รัฐจึงมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย กฎหมายจึงต้องคุ้มครองเหยื่อการบังคับสูญหายทุกคน #ไม่ว่าการบังคับสูญหายจะเกิดก่อนหรือหลังการมีกฎหมายภายในประเทศ หากกฎหมายทรมานและบังคับสูญหายที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. ไม่ให้ความคุ้มครองผู้ถูกบังคับสูญหายก่อนหน้าที่กฎหมายจะบังคับใช้ทั้งที่ยังไม่มีใครทราบที่อยู่และชะตากรรมของพวกเขา ย่อมแสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธการเข้าถึงความยุติธรรมของเหยื่อ และทำให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ (Impunity)

รัฐบาลไทยและสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่ลืมว่า ในประเทศไทยนอกจากกรณีการบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร แล้วตามรายงานคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาชาติ ยังมีผู้ถูกบังคับสูญหายอีก 82 ราย ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม และแม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปี แต่ครอบครัวของเหยื่อทุกคนยังเฝ้ารอคอยความจริงและความยุติธรรม

#มืดมน

สมชาย นีละไพจิตร ไม่ใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนเดียวที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมามีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายคนถูกสังหาร ถูกทำร้าย หรือถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆกัน โดยที่แทบทุกคดีเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ผ่านมา15 ปี ถ้าเปรียบเส้นทางการแสวงหาความยุติธรรมเป็นถนนสายหนึ่ง ดิฉันและครอบครัวคงเดินทางมาเกือบสุดทางของถนนที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบากมากมายที่ขวางกั้นในการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรม สำหรับฉันแม้คดีสมชายจะมีพยานหลักฐานมากมายจนทำให้สามารถมองเห็นโฉมหน้าผู้กระทำผิดในการอุ้มฆ่าทนายสมชาย แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาคือเจ้าหน้าที่รัฐ แม้จะปรากฏพยานหลักฐานมากมายสักเท่าไร ก็ดูจะไร้ความหมายเมื่อกระบวนการยุติธรรมไทยไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ฉันเองก็คงเป็นเหยื่อคนหนึ่งท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม แล้วเราจะพูดได้อย่างไรว่าประเทศไทยปกครองด้วยหลักนิติธรรม และบุคคลเสมอย่อมภาคกันทางกฎหมาย เพราะแท้ที่จริงผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแทบไม่เคยถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และผู้เสียหายยังไม่ได้รับความยุติธรรม

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ