แต่ความฝันของเขาคือ “การเป็นศิลปินร็อค” มีวงเป็นของตัวเอง แต่...สุดท้ายก็ไปไม่รอด ความฝันนี้ถูกเก็บไว้ขณะที่เขากำลังท่องโลก และวันนี้เขากำลังรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกครั้งและการเดินทางรอบโลกของเขาก็มีส่วนทำให้ มุมมองทางดนตรีของเขา เปลี่ยนไป...
จังหวะพัก แต่ ไม่ใช่ “พักผ่อน” ของสิงห์ วรรณสิงห์
สิงห์ : จังหวะชีวิตตอนนี้อาจจะเป็น ช่วงพักแต่ไม่ใช่พักผ่อน พักเพื่อคิด เพราะว่าเราทำรายการเดินทางมาจะ 10 ปีแล้ว และการทำเถื่อนในแง่หนึ่งเป็นจุดพีคที่เราตั้งใจแต่แรกว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากทำมาตั้งแต่แรก แล้วพอทำจนจบไป จะให้เดินทางสายนั้นต่อมันก็ไม่มีฟีลเท่าไหร่แล้ว
พักครั้งนี้ทำให้กลับมาจริงจังกับ “ดนตรี” อีกครั้ง ?
สิงห์ : คือตอนนี้ผมมีโจทย์อยากกลับมาทำดนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าถามว่ามันจะเป็นยังไงกำลังค้นหาตัวเองในแง่ดนตรีอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ถามว่ากระบวนการการคิดเรื่องดนตรีมันตกผลึกหรือยัง ยัง แต่ว่ามีไอเดียคร่าวๆ ว่า อยากเอาการเขียนกวีมาผสมกับดนตรี แร็พไหมมันก็ไม่ใช่แร็พ มันเป็นเพลงไหม มันก็ไม่ใช่เพลงซะทีเดียว แต่เราจะลองศิลปะทุกอย่างที่เราทำเป็นมาผสมกัน คือตอนนี้เรารู้สึกว่าเครื่องดนตรีมันหายไปจากวงการมากเลย มันมีแต่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เพลงที่ดังๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากทำตัวขว้างโลกแต่ว่าเราก็ยังหลงรักดนตรีแบบเล่น ก็คงยังไม่ใช้อิเล็กทรอนิกส์อะไรมากมาย กลับมาที่รากของดนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็คงค้นหาซาวด์ใหม่ๆมาลองใส่เข้าไปเสริมดู แต่แก่นยังเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องเล่นด้วยตัวเอง แล้วเนื่องจากเล่นเป็นหลายอย่างก็คงอัดเองมันหมดเลย หาสไตล์ของทุกเครื่องให้เจอของตัวเองให้เจอ
อยากให้เล่าให้ฟังสมัยทำวง “ราโชมอน”
สิงห์ : จริงจังมากในช่วงอายุ 24-25 ตอนนั้นพอจบมหาวิทยาลัย“มีความฝันเลยอยากเป็นชาวร็อคมากๆตอนนั้นไม่เคยคิดเลยว่าอยากจะเป็นนักเดินทาง นักทำสารคดี ไม่เคยอยู่ในลิสต์ความฝันในสมัยวัยเด็ก วัยเยาว์ใดๆทั้งสิ้น”
จบมหาวิทยาลัยเลยลองเอาจริงด้านดนตรีดู ก็รวมวงกับเพื่อนๆ ชื่อ ราโชมอน แต่ว่า ตอนนั้นอาจจะห้าวไปนิด โชว์ของเยอะเกินไปนะครับ เลยเป็นเพลงฟังย๊ากยาก เราก็ทำเอาสะใจนะแต่ในใจมันก็ขัดแย้งกันเอง เพราะว่าในแง่หนึ่งทำเอาสะใจใส่เข้าไปเต็มที่ แต่ในแง่หนึ่งก็อยากจะมีคนรู้จักเยอะ อยากจะดัง อยากจะมีคนฟังเพลงเรา พอมันต้องการ2ด้านพร้อมกัน มันก็เลยขัดแย้งกันเองวงก็เลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พอมีโอกาสมาทำสารคดีในช่วง อายุ 25-26 ปี ก็เลยค้นพบอีกทางหนึ่งที่ตัวเองชอบ เลยเดินเส้นทางสายนั้นมาประมาณ 10ปี
การเดินทางของ “สิงห์” ทำให้เขาเห็นรากของดนตรีว่า “มันคือการทำให้คนมีความสุขและเป็นความสุขของมนุษยชาติ” ตลอดจนการสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมชองแต่ละที่ที่เขาไปเยือน
สิงห์ : มันไม่ใช่แค่ดนตรีแต่ศิลปวัฒนธรรม จากหลายๆพื้นที่ทั่วโลก ได้เห็นบริบทของมัน เห็นอารมณ์ของมันจริงๆ ซึ่งผมพูดถึงตั้งแต่ เอ่อ การเต้นของชาวภูฏาน ไปจนกระทั่งระบำชาวเผาที่เคนย่า ที่แทนซาเนียดนตรีโดยรวมแล้วเราเห็นได้ชัดว่า “มันคือความสุขของมนุษยชาติจริงๆ”แต่ก่อนที่เราคิดว่าดนตรีมันคือทักษะคือความโชว์เหนือ แต่ว่ามันกลับมาที่รากของมันอีกครั้งหนึ่ง คือ การฟังแล้วทำให้คนมีความสุขแค่นั้นเอง และมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นจริงเช่นนั้นในทุกวัฒนธรรมที่เราเจอมา มันอาจจะมีความหมายลึกซึ้งในเชิงปรัชญา ในเชิงวัฒนธรรม ในเชิงศาสนาอะไรบางอย่าง แต่เบื้องต้นมันคือการดึงคนเข้ามาด้วยความสุข
แสดงว่าการเดินทางทำให้มุมมองทางดนตรีเปลี่ยนไป...
สิงห์ : แต่ก่อนเราทำงานดนตรีแล้วเรามีExpectation(ความคาดหวัง) ว่ามันต้องดัง คนรู้จัก มันต้องได้รับการยอมรับ แล้วพอมันผิดหวังในช่วงนั้นช่วงหนึ่งก็โกรธกับมันนะฮะ ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจคำว่า สุนทรียภาพ ว่านี้คือความสุขจากการทำงานศิลปะ แล้วพอมาทำรายการเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม ไม่ได้คาดหวังเรื่องความสำเร็จอะไร แล้วมันก็มีคนยอมรับในตัวของมันเอง เพราะเราทำอย่างจริงจัง แล้วก็จริงใจ อย่างรายการอย่าง เถื่อน travelตอนเริ่มทำคือคิดว่าไม่มีคนดูหรอก แต่ปรากฏว่า เอ้า มีคนดูซะงั้น “ก็เลยทำให้พอเรากลับมาจับดนตรีอีกครั้ง มุมมองเรื่อง KPIของเรา จะต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงเลย เพราะว่าแต่ก่อนคิดว่ามันต้องแบบ กี่วิวคนฟังเท่าไหร่ คนโหลดเท่าไหร่ ตอนนี้คือเอาตัวเอง Happy ก็พอแล้ว ซึ่งความ Happy เริ่มจากการเล่นให้หมาฟังที่บ้านก็Happy แล้ว”
พอสมมุติมีคนดูเข้ามานิดหน่อยก็คงHappy มากขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเหมือนแต่ก่อนที่ต้องออกไปพิชิตเวทีอะไรให้ได้ ตอนนี้แค่รู้สึกว่ามันเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่เราทิ้งไปหลายปีแล้ว แล้วก็อยากกลับมาลองจับดูอีกสักครั้งหนึ่งแค่นั้นเองครับ
เกิดเป็น Passionเลย...?
สิงห์ : Passion ที่ว่าฉันต้องเป็นชาวร็อคต้องออกไปทำวง แบบวงดังๆ ทั้งหลายตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในวัยหนุ่มๆมันดีนะครับมันดันเรามาก แต่ถึงจุดหนึ่งคนเราใช้ชีวิตแบบนั้นไปตลอดไม่ได้หรอก เหนื่อยตาย ในวัยตอนนี้คือเกือบ35ปีแล้ว มันเป็นธรรมดาที่จะมอดไปบ้างแต่ไม่ได้ดับนะครับแค่ลดลงมา ทีนี้ถ้าถามเรื่องดนตรีเฉพาะเราไม่ใช้คำว่าPassionแล้วเราใช้คำว่า Happy แค่นั้น ซึ่งที่บอกไปตั้งแต่เล่นให้หมาฟัง บางทีเล่นเพลงยากๆ ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ต้องให้คนอื่นฟังก็ได้ เราเหมือนพัฒนาสกิลตัวเองไปเรื่อยๆ มันก็ Happy เองว่าเล่นได้แล้วแค่นี้ บางทีถ้าอยากให้คนอื่นฟังก็เปิดไลฟ์เฟซบุ๊กคนดูทีละ 500-600 คน ก็เท่ากับฮอลล์เล็กแล้ว ก็โอเคแล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งมันออกมาเป็นงานที่จริงจังกว่าน็ค่อยดูตามฟีลมันไป
เห็นว่าฝึกเล่น “เชลโล”
สิงห์ :เริ่มเรียนเชลโลมา 6 เดือน ผมอยากเล่นมานานแล้วแล้วก็ช่วงทำงานเยอะๆ ไม่มีโอกาส ถึงซื้อมาก็ไม่ได้จับ พอช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตั้งใจปีนี้จะชิลๆหน่อยก็เดินเข้าร้านดนตรีซื้อเชลโลเลย ถามว่าทำไมชอบ มันไม่มีเหตุผลหรอกครับ มันจะมีเครื่องดนตรีบางอย่างที่ดูแล้วคลิก เชลโลรู้สึกหลงใหลในเสียงมันมานานแล้ว ในแง่หนี่งเราเป็นคนที่เล่นเครื่องดนตรีที่ต้องเล่นโน้ตเยอะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ยกเว้นเปียโนเล่นได้ แต่เล่นกีต้าให้จับคอร์ดจะงงนิดหนึ่ง แต่ถ้าเชลโลมันเล่นที่ละโน้ตอย่างมากก็สองโน้ต เล่นเป็นเมโลดี้เป็นหลักก็จะเข้าใจในเชิงทฤษฎีไม่ยากเท่ากับเครื่องดนตรีที่ต้องเล่นหลายๆโน้ตพร้อมกัน เชลโลกว่าจะกดแต่ละโน้ตให้มันตรงเป๊ะๆ มันไม่มีช่องให้ดู คือมันเป็นส่วนที่ต้องฝึกฝนเยอะมาก ตั้งแต่เล่นมา 6 เดือน ค้นพบว่านี่คือเครื่องดนตรีที่ยากที่สุดเท่าที่เคยจับ แต่ไม่ได้ยากในเชิงแนวคิด ยากในเชิงเทคนิคและการทำความเข้าใจเครื่องดนตรี แล้วรู้จักกับมันจริงๆ
มีไอดอลทางดนตรี... ?
สิงห์ :ไม่มีไอดอล แต่ว่ามีที่ชอบหลายๆแนว ผมชอบหมดเลย Slipknotผมก็ชอบ โหดกระบาลแยกมาก แต่ว่ามันก็มีความเจ๋งทางดนตรีหรือว่าอัจฉริยะทางดนตรี หรืออีกแง่หนึ่งผมชอบฟัง 2Cellosมากๆ ซึ่งเป็นดูโอ เชลโล คนหนึ่งชื่อHauser เป็นชาวโครเอเชีย เป็นเหมือนมือเชลโลอันดับต้นๆ ของโลก เลยตอนนี้ และเขาเล่นดนตรีเชลโลได้ มันมากซึ่งคนละสเปกตรัมกับSlipknot เลย หรือว่าช่วงหลังๆ นี้ผมโดนป้ายยาอยู่ดีๆเพื่อนเอาBlack Pink มาเปิด แล้วมันเอาออกจากหัวไม่ได้
ถ้านอกจากร็อคเนี่ยช่วงหลังๆ ฟังดนตรีคลาสสิคค่อนข้างเยอะ พวก Soundtrack หนัง พวกไวโอลิน เปียโน เพราะว่ามันเป็นดนตรีที่ไม่ต้องโฟกัสกับมันมาก มันเหมือนเป็น Soundที่ฟังแล้วสบายดี ก็ฟังไปด้วยทำงานไปด้วย ค่อนข้างชอบแล้วที่เปิดบ่อยที่สุดเลยก็พวกAmbient Soundทั้งหลาย เพราะว่ามันสงบดี แล้วก็บางทีเราฟังเพลงไม่ใช่เพื่อฟังเพลง ฟังเพื่อความสงบ แล้วก็ทำให้คิดอะไรออก บางทีเปิดเสียงฝนตกเสียงอะไรค้างไว้เพื่อปิดเสียงจากข้างนอก ที่สำคัญคือปิดมือถือหรือไม่ถ้าต้องฟังเพลงผ่านมือถือก็เปิดเป็นแอร์เพลนโหมดไว้มันจะได้ไม่ดัง และช่วยในการคิดได้เยอะมาก
ก่อนจากกันวันนั้น สิงห์โชว์เดี่ยวดนตรีให้เราทีมงานฟังตั้งแต่ "กลอง เปียโน เบส รวมถึง เชลโล" เขาบอกว่า จังหวะชีวิตของเราตอนนี้เป็นช่วง Ambient Soundแบบไม่มีโน้ตอะไรเลย เพื่อคิดว่าจะสร้างสรรค์ศิลปะรูปแบบไหนต่อไป ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี “ดนตรี” ด้วย แต่เราก็อดถามไม่ได้ว่า จะได้เห็น “สิงห์” ท่องโลกแบบเถื่อนๆ อีกไหม?เขาตอบว่า...
สิงห์ : “มี” แต่ว่ามันต้องรอให้ความอิ่มในการทำก้อนที่แล้วมันหมดไปก่อน แล้วเกิดความหิวกระหายในการออกไปสำรวจประเด็นบางอย่าง เอาตัวเองไปปะทะโลกในบางแง่ แล้วค่อยเอาไปทำ
ฟังบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่คลิปด้านล่าง....
ย้อนดูเรื่องราวของหลากหลายผู้คนบนโลกที่อาจเป็น "แรงบันดาลใจ" ให้คุณ ที่ PPTVLIFESTORY
//www.pptvhd36.com/tags/PPTVLIFESTORY