จุดเกิดเหตุ คือ สะพานลอยหน้าวัดดอนเมือง ผู้เสียหายเล่าว่า เมื่อวานตอนค่ำ เธอเดินคุยโทรศัพท์บนสะพานลอย จากนั้นมีชายร่างอ้วน เดินมาทุบหลังของเธออย่างแรง ก่อนจะวิ่งหนีลงจากสะพานลอย แม้จะวิ่งตามแต่ก็ไม่ทัน เพราะ ชายคนดังกล่าวขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้างออกจากจุดเกิดเหตุไปก่อน
ทีมข่าวพีพีทีวี พูดคุยกับ น.ส.ปวริษา รักธง ผู้เสียหาย เธอเล่าให้ว่า ตอนโดนทุบหลังรู้สึกจุกและโกรธมาก ไม่เข้าใจว่าคนไม่รู้จักกันมาก่อนทำไมถึงมาทำร้ายกัน แต่หลังเกิดเหตุ เธอถามกลุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ทำให้ทราบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นโรคออทิสติก ทำแบบนี้หลายครั้งแล้ว หลังทราบว่าป่วยเธอบอกว่าพยายามเข้าใจ แต่อยากให้ผู้ปกครองดูแลให้ดีมากกว่านี้ และแม้จะเข้าใจแต่เธอยืนยันว่า จะไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะ มองว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ด้านนายแอ๊ด มะสันเที๊ยะ คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เล่าว่า ชายคนก่อเหตุทำแบบนี้มามากกว่า 2 ปีแล้ว แม่ของชายคนนี้ฝากฝังกับกลุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้างให้ช่วยไปรับ-ส่ง ลูกชายที่ป่วยเป็นออทิสติกที่คอนโด โดยชายคนนี้จะมาขึ้นรถทุกวัน ในช่วง 17.00-21.00น.
จากการสังเกตพบว่า อาการทำร้ายคนอื่นเริ่มหนักขึ้นในช่วง 1 ปีหลัง โดยหนักสุด คือ เคยทุบและตบหัวผู้หญิงคนหนึ่งจนร้องไห้เดินลงมาจากสะพานลอย นอกจากนี้ ยังพบว่า บางครั้ง ก็ตะโกนโวยวายระหว่างไปส่งที่คอนโดจนต้องให้ลงระหว่างทาง
ด้านแม่ของผู้ก่อเหตุ ยอมรับว่า ทราบมาตลอดว่าลูกชายก่อเหตุลักษณะนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ การตักเตือนถึงพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด และ ลูกชายก็รับปากว่าจะไม่ทำ เธอบอกว่า ก่อนหน้านี้อาการของลูกดีขึ้น โดยเฉพาะ ตอนวาดรูป อารมณ์จะเย็นลง โดยสาเหตุที่ลูกชายเดินทางไปข้างนอกทุกวัน เพราะ ไปช่วยงานที่มูลนิธิช่วยเหลือคนพิการด้านสติปัญญาแห่งหนึ่ง โดยทำหน้าที่วาดรูป ทำของชำร่วย
ส่วนช่วงหลัง ลูกชาย ชอบเสพข่าวอาชญากรรม สังคมมากขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่า มีผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก เพราะ ไม่ค่อยเชื่อฟัง แม่ของผู้ก่อเหตุยังบอกอีกว่า หลังเกิดเหตุเมื่อวาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอ โทรศัพท์ไปที่สายด่วนสุขภาพจิตปรึกษาจิตแพทย์และตัดสินใจส่งรับลูกชายไปรักษาเพิ่มเติม
แม่ของชายผู้ก่อเหตุ นำรูปวาดของลูกมาให้ทีมข่าวดู พบว่า ชายคนนี้มีทักษะการวาดรูปที่ดี และ นอกจากวาดภาพเล่นให้อารมณ์เย็น รูปภาพหลายรูปสามารถนำไปขายสร้างรายได้ได้
ด้านนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ซึ่งมีลูกเป็นออทิสติกเหมือนกัน ให้ข้อมูลว่า ตามกฎหมาย แม้ว่าผู้ป่วยออทิสติกจะทำร้ายคนอื่น แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะ
คนกลุ่มนี้ถือเป็นคนวิกลจริต มีพ.ร.บ.ผู้พิการคุ้มครองอยู่ แต่ในทางแพ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบชดใช้ให้ผู้เสียหาย รวมถึงต้องดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง
นายอนันต์ชัย ยังบอกอีกว่า ธรรมชาติของคนที่เป็นโรคออทิสติก จะชอบอยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน แต่แค่มีความผิดปกติด้านสมองบางอย่าง ทำให้ไม่มีพัฒนาการทางสังคม แต่หากเลี้ยงดูหรือส่งเสริมพัฒนาในทางที่โดดเด่นจะทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆได้เลย