จากกรณีเพจ กันจอมพลัง ช่วยสู้ โพสต์คลิปวงจรปิดนักการเมือง หรือ สส.สอบตก บุกเข้าไปทำร้ายลูกบ้านภายในห้องช่าง ขณะที่ลูกบ้านกำลังเซฟกล้องวงจรปิด พร้อมระบุข้อความว่า “นักข่าวไปหาข้อมูลว่านักการเมืองคนหนึ่ง เป็นคณะทำงานนายกรัฐมนตรีจริงหรือไม่? แต่นักการเมืองไม่พอใจจึงไปเผชิญหน้ากับนักข่าวที่คอนโด คุยกันสักพักแยกย้าย นักข่าวกลัวไม่ปลอดภัยจึงไปขอกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน
แต่ไม่จบนักการเมืองพาพวกตามมาหาถึงห้องวงจรปิดในคอนโด เปิดห้องเข้ามาทำร้ายคนในห้อง หลังจากนั้นเอาแฟลชไดรฟ์นักข่าวที่เสียบไว้ตรงกล้องวงจรปิดไปด้วย” กันจอมพลัง ระบุอีกว่า นักการเมืองมีภาพคู่กับผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายคน ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งมากมายจึงกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงขอให้ตนช่วย
ล่าสุดวันนี้ (6 ก.ค.2569 ) ที่สำนักงาน กัน จอมพลัง ย่านพระประแดง “กัน จอมพลัง” หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ พาผู้เสียหาย ประกอบด้วยช่างภาพข่าว (สงวนชื่อจริง) อายุ 41 ปี และอนุกรรมการคอนโด (สงวนชื่อจริง) อายุ 35 ปี เปิดเผยรายละเอียดต่อสื่อมวลชน ก่อนพาติดตามความคืบหน้าทางคดี และจะลงพื้นที่คอนโดที่จุดเกิดเหตุย่านสุทธิสาร
ช่างภาพข่าว ย้อนเล่าเหตุการณ์ว่า เรื่องราวทั้งหมดว่าเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่ช่วงเดือน พฤษภาคม 2568 เรื่องเกิดจากปัญหาคอนโดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนลูกบ้านได้ออกรายการช่องดัง และมีนักการเมือง หรือ สส.สอบตก (ผู้ก่อเหตุ) ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย ยอมรับว่าทำให้คอนโดได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องของน้ำ และเรื่องไฟฟ้า โดยเฉพาะลิฟต์ใช้งานไม่ได้ แต่นักการเมืองคนนี้ช่วยให้ลูกบ้านได้มีน้ำ - ไฟฟ้าใช้ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการนิติคอนโดขึ้นมาใหม่ แต่นักการเมืองรายนี้ถือสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องในคณะกรรมการ และก็ทราบว่ามีการเข้ามาตั้งสำนักงานของตัวเองใต้คอนโด ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมาเช่า และมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ต่อมามีการเอาลูกบ้านในคอนโดไปช่วยงานอาสา ในสำนักงานของตนเอง พร้อมกับมีการทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการคอนโด แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ และนักการเมืองก็ทำให้ลูกบ้านเกิดการแตกแยกและแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
จากนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในครั้งแรก โดยตนเองได้เปิดห้องนิติคอนโด มีทั้งเชิญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพยาน แต่นักการเมืองคนนี้กลับไม่พอใจที่ตัวเองไปเปิดห้องนิติคอนโด จึงมีปัญหากันเกิดขึ้น ทั้งที่ตนก็เป็นคณะกรรมการคนหนึ่ง มีอำนาจในการเปิดห้องได้ตามปกติ พร้อมมีพยานลูกบ้าน ชี้ว่ามีอำนาจทำได้ แต่นักการเมืองนำเรื่องไปโพสต์ในกลุ่มลูกบ้านที่มีสมาชิก 600 กว่าราย โดยต่อว่า ทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นักการเมืองไม่พอใจ ตนเอง
ต่อมานักการเมืองมีการส่งรูปภาพที่ถ่ายกับนายกรัฐมนตรี เข้าไปในกลุ่ม LINE คณะกรรมการ และอ้างตัวเองเป็นผู้ได้รับทาบทาม เป็นคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี ทันทีที่ตนเองทราบ ก็กลัวว่าลูกบ้านจะเข้าใจผิด และด้วยสัญชาตญาณนักข่าว จึงตรวจเช็กให้ถี่ถ้วนว่า นักการเมืองคนนี้เป็นคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และพบข้อมูลว่าเป็นข่าว เมื่อปี 2562 ที่เคยทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจริง แต่เป็นอดีตไปแล้ว เมื่อตนเองได้ตรวจเช็กข้อมูลไปยังพรรคภูมิใจไทย ก็พบว่าเป็นการแอบอ้าง ทำให้นักการเมืองคนนี้ถูกเบรก ห้ามนำชื่อนายกรัฐมนตรีไปแอบอ้างนักการเมืองอีก จึงยิ่งทำให้ นักการเมืองคนนี้ไม่พอใจ
กระทั่ง 5 ต.ค. 2568 ขณะที่ตนเองเดินตรวจคอนโดตามปกติ ทางนักการเมืองได้ปรี่เข้ามาหาเรื่อง และมีกลิ่นสุรา พร้อมบอกว่า "เฮ้ยไอ้.... มึงมาเคลียร์กับกูหน่อยสิวะ มึงเช็กกูหรอ" และพูดถึงเรื่องที่ตนเองเช็กข้อมูลเขากับพรรคภูมิใจไทย ก่อนเกิดเหตุการณ์ชุลมุนจนเรื่องบานปลาย และนักการเมืองก็ย้ำว่า จะแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทตน ที่มีประเด็นพูดคุยกันในกลุ่ม LINE ในขณะที่ตนยุ่งกับงานข่าวในต่างจังหวัด และได้ถ่ายรูปแจ้งว่าตัวเองทำงานที่ไหน แต่นักการเมืองกล่าวหาว่าตนถ่ายรูปอาวุธปืนข่มขู่ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยเหตุการณ์ในจังหวะนี้ได้แยกย้ายกันไป
แต่หลังจากนั้นด้วยความกังวลใจ ตนจึงเข้าไปเซฟข้อมูลกล้องวงจรปิดเพื่อเอาไว้เป็นหลักฐานในการป้องกันตัวเอง แต่นักการเมืองคนนี้กลับไม่พอใจ ยังยกพวกเข้ามา ที่ห้องทำงานของช่าง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด พร้อมกับใช้ศีรษะโขกลูกบ้านจนล้มลง ขณะที่ตนเองก็เข้าไปป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายซ้ำอีก แต่หลังจากแยกย้ายกันไป กลับพบว่าแฟลชไดรฟ์นั้นหายไป ซึ่งแฟลชไดรฟ์ดังกล่าวนั้นมีข้อมูลสำคัญทั้งข้อมูลบัตรประชาชนทะเบียนบ้าน และข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่ทำงาน ตนเอง
ซึ่งต่อมานักการเมืองรายดังกล่าว ก็ได้พยายามดิสเครดิต และคุกคามตัวเองในที่ทำงาน โดยมีการเดินทางเข้าไปพบหัวหน้างาน หลังจากตนทราบว่า มีความพยายามที่จะร้องเรียนตนเพื่อให้ออกจากงานให้ได้ ตามเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ตนเองทราบมา คือกรณีที่เรียกคณะกรรมการในคอนโดคนหนึ่งไปด่า และพูดว่าจะทำให้ตนออกจากงานให้ได้ พร้อมอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ที่ตนเองทำงานอยู่ แต่เคราะห์ดีที่หัวหน้างานฟังเหตุผล และไม่เล่นด้วย
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ที่ สน.สุทธิสาร แต่ก็มีการรอคดีเป็นระยะเวลานาน หวั่นว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องขอความช่วยเหลือจาก “กัน จอมพลัง” นอกจากนี้ หลังแจ้งความแล้ว คู่กรณียังไลฟ์สดกล่าวหาว่าคณะกรรมการคอนโดเป็นมาเฟีย พร้อมระบุชื่อผู้เสียหายและชื่อคอนโด จนทำให้ได้รับความเสียหาย รวมถึงเดินทางไปที่ทำงานเพื่อพบผู้บังคับบัญชา หวังให้ถูกให้ออกจากงาน แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้เชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว
ในช่วงการแถลงข่าว กัน จอมพลัง ยังตั้งคำถามถึงการติดเครื่องหมายรักษาดินแดนบนเครื่องแบบของคู่กรณี ว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ พร้อมระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และยินดีหากอีกฝ่ายออกมาชี้แจงในทุกประเด็น รวมถึงเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวงจรปิด
กัน จอมพลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักการเมืองคู่กรณีได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วในบางคดี ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุรายอื่นจะประสานให้ตำรวจดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมด พร้อมเตรียมลงพื้นที่คอนโดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ด้านช่างภาพข่าว เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในคดีทำร้ายร่างกาย คู่กรณียอมรับข้อกล่าวหาและเปรียบเทียบปรับที่สถานีตำรวจ โดยมีข้อตกลงว่าจะโพสต์ข้อความขอโทษในกลุ่มของลูกบ้าน หากไม่ดำเนินการ ผู้เสียหายจะเดินหน้าฟ้องร้องต่อศาล แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโพสต์ขอโทษตามที่รับปากไว้
ทั้งนี้ กัน จอมพลัง ย้ำว่า พร้อมรับฟังคำชี้แจงจากอีกฝ่ายทุกเมื่อ แต่ขอให้เป็นการชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง และไม่ต้องให้บุคคลอื่นโทรศัพท์เข้ามาเพื่อขอเคลียร์คดี เพราะเห็นว่าทุกฝ่ายควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา