ช่วงเวลาราวๆ 10.00 น. ในสถานการณ์ปกติ เด็กชายคนนี้ควรจะอยู่ที่โรงเรียนมากกว่า ต้องออกมาเร่ขายดอกไม้ กำละ 10 บาท เพื่อหารายได้ให้ครอบครัว แทนแม่ที่ป่วยด้วยหลายโรครุมเร้า
ผู้เป็นแม่เล่าว่า ตอนแรกขายพวงมาลัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซอยนานาได้วันละ 3-400บาท แต่โควิด ทำให้ไม่มีลูกค้า ต้องเปลี่ยนให้ลูกมาขายแยกไฟแดงใกล้บ้าน ได้วันละ100-200 บาท หากไม่มีสถานการณ์โควิด ลูกเธอคงได้ไปโรงเรียนไม่ต้องมาเร่ขายดอกไม้แบบนี้
ส่วนน้องซีน หรือ เด็กชาย ตะวันฉัตร ธุระพล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องเรียนรู้จากเอกสารที่ครูจะส่งมาให้ทางไปรษณีย์ อาทิตย์ละครั้ง น้องซีนบอกว่าอยากกลับไปโรงเรียนมากกว่า เพราะครูจะช่วยอธิบายประเด็นที่สงสัย ได้เจอเพื่อน และยังสามารถทำตามฝันที่อยากเป็นทหารและนักฟุตบอลได้
จากผลสำรวจสำรวจเก็บข้อมูลวิจัยของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ยังพบอีกว่าโควิด ทำให้ปัญหาความยากจนกลับมาหนักหน่วงกว่าเดิม คนจนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม 4 เท่า บางคนตกงาน มีหนี้เพิ่มขึ้น การเลี้ยงปากท้อง จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการศึกษา ด้วยเหตุนี้ คาดการณ์ว่าสิ้นปีการศึกษา 2564 อาจมีเด็กหลุดจากระบบ 65,000 คน
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กสศ. บอกว่า ทำงานเรื่องการศึกษามามากกว่า 40 ปี แต่ครั้งนี้รุนแรงที่สุด การที่เด็กไม่ได้เรียนที่โรงเรียน อาจทำให้เกิดภาวะถดถอยทางการศึกษา และเด็กกลายเป็นแรงงานคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต