การทำฝนเทียมนั้นมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน ซึ่งที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินข้อดีมากมายจากฝนเทียม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่สำหรับกรณีไฟไหม้นั้น อาจก่อผลกระทบเกินกว่าที่เราคาดคิด
หลักการทำฝนเทียม หรือ Cloud Seeding คือการใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ ดัดแปรงสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน โดยทำจากเมฆที่มีลักษณะพอเหมาะที่จะเกิดฝน ซึ่งทำได้ใน 2 สภาวะ คือการทำฝนเมฆเย็น หรือการทำฝนเทียมในเขตอบอุ่นที่มีเมฆอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส และการทำฝนเมฆอุ่น หรือการทำฝนเทียมในเขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส
วิธีการทำฝนเทียมจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
1.ก่อกวน
2.เลี้ยงให้อ้วน
3.โจมตี
โดยขั้นตอนก่อกวน คือการให้เครื่องบินโปรยโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกง ที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต เพื่อให้เป็นแกนกลั่นตัว ซึ่งความชื้นหรือไอน้ำจะเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือและก่อตัวเป็นเมฆ
จากนั้นจึงเป็นการเลี้ยงให้อ้วน โดยใช้โซเดียมคลอไรด์เพิ่มความร้อนและเร่งการกลั่นตัวของไอน้ำ ทำให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นและกลายเป็นเมฆก้อนใหญ่ ซึ่งจะก่อยอดได้ 2 แบบคือ
- เมฆเย็น หรือเมฆที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส ไม่สามารถก่อยอดสูงเกินระดับจุดเยือกแข็ง หรือประมาณ 18,000 ฟุต
- เมฆอุ่น หรือเมฆที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส สามารถก่อยอดสูงเกินระดับจุดเยือกแข็ง หรือประมาณ 20,000 ฟุต)
จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนโจมตี ซึ่งในเมฆเย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส จะใช้ผงสารเคมีขนาดเล็กระดับผลึกน้ำแข็ง อย่างซิลเวอร์ ไอโอไดด์ , โปแตสเซียม ไอโอไดด์ และน้ำแข็งแห้ง โปรยเหนือเมฆเพื่อให้เกิดการควบแน่นจนกลายเป็นผลึกน้ำแข็งและเมื่อตกลงมาเจอกับเมฆอุ่น ก็จะกลายเป็นเม็ดฝน
ส่วนการโจมตีในเมฆอุ่น ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส จะใช้วิธีแบบแซนด์วิช หรือใช้เครื่องบิน 2 ลำ โดยลำแรกจะโปรยโซเดียมคลอไรด์ที่ยอดเมฆ และอีกลำจะเติมยูเรียและน้ำแข็งแห้งที่ฐานเมฆ จากนั้นจึงเติมน้ำแข็งแห้งที่ใต้ฐานเมฆเพื่อช่วยลดความร้อนและทำให้เม็ดฝนไม่ระเหย
ผลกระทบการทำฝนเทียมในกรณีไฟไหม้โรงงานเคมี
ทั้งนี้ การทำฝนเทียมมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลถึงการเกิดฝน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางลม อุณหภูมิ ค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่ไม่น้อยกว่า 60% และอื่นๆ ซึ่งในบางครั้งฝนอาจไม่ตกลงมาก็เป็นไปได้
สำหรับการทำฝนเทียม ท่ามกลางเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงงานสารเคมีที่ถนนกิ่งแก้วนั้น มีสารเคมีบางส่วนถูกเผาไหม้กลายเป็นควันลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และอาจเข้าไปผสมรวมในเมฆทำให้เกิดการปนเปื้อนในไอน้ำภายในเมฆ
ซึ่งเว็บไซต์ spaceth.co เตือนว่าการทำฝนเทียมในช่วงเวลาดังกล่าว มีโอกาสที่เมื่อฝนตกเกิดขึ้น เม็ดฝนอาจจะพาสารเคมีปนเปื้อนลงมาด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะว่าควันจากสารเคมีที่กำลังลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก็จะโดนฝนชะล้างกลับลงมาที่พื้นดินอีก และอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีกระจายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ การทำฝนเทียมยังอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ Thermal Inversion ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อพื้นดินและอากาศบริเวณพื้นดินเย็นตัวลงฉับพลัน ทำให้อากาศที่อยู่สูงขึ้นไปเย็นตัวลงตามไม่ทัน และเกิดเป็นการสลับชั้นของมวลอากาศเย็นและมวลอากาศร้อนในรูปแบบ ชั้นล่างสุดเย็น ชั้นกลางร้อน ชั้นบนเย็น
ซึ่งอากาศบริเวณชั้นล่างจะจมตัวลงเนื่องจากเป็นอากาศเย็น ทำให้มวลอากาศเคลื่อนตัวไปไหนไม่ได้ และไม่เกิดการระบาย ส่วนอากาศชั้นกลางซึ่งเป็นอากาศร้อนที่ปกติจะลอยตัวขึ้น แต่ถูกอากาศเย็นชั้นบนสุดกดทับลงมาทำให้ลอยตัวขึ้นไม่ได้ ทำให้มวลอากาศชั้นกลางและชั้นล่างขยับไปไหนไม่ได้ หรือหมายถึงควันสารเคมีที่เกิดจากไฟไหม้ ก็จะลอยไปไหนไม่ได้เช่นกัน แต่จะสะสมอยู่ที่ชั้นบรรยากาศใกล้พื้นโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในบริเวณโรงงานอย่างแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้น แม้ในกรณีเกิดไฟป่าก็พบว่าไม่จำเป็นต้องใช้การทำฝนเทียมช่วยดับไฟ เนื่องจากมีหลายประเทศเคยลอง และพบว่าผลลัพธ์นั้นไม่ได้ดีอย่างที่คิด สู้การโปรยสารเคมีหน่วงไฟ (Fire Retardant) ไม่ได้