พบโรงงานหมิงตี้ ขยายกำลังผลิต เกินกฎหมายกำหนด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

มีข้อสงสัยว่า ทำไมโรงงานหมิ่งตี้ถึงไปตั้งอยู่กลายหมู่บ้านจัดสรรได้ ทีมข่าวพบว่า ทั้งผังเมืองและกฎระเบียบหลายอย่างไม่เพียงแต่เอื้อให้โรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่เดิม แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการขยายกำลังการผลิต

นี่คือภาพกูเกิ้ลแมพ ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในปี 2528 สภาพพื้นที่จ.สมุทรปราการ โดยเฉพาะจุดที่ตั้งโรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ยังมีพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก และ จะเห็นว่า สภาพพื้นที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป มีบ้านเรือนประชาชน มีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มมากขึ้น จนกระทั้งปี 2564 ในปัจจุบัน บ้านจัดสรร ขยายเป็นพื้นที่จนแทบมองไม่เห็นพื้นที่สีเขียว

ทีมข่าวพูดคุยกับนางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการผังเมืองอิสระ เล่าว่า จากการตรวจค้นเอกสาร พบว่า โรงงานแห่งนี้ขออนุญาตตั้งโรงงานในปี 2532 ตอนนั้นยังไม่มีการประกาศผังเมืองรวม

 

ต่อมาในปี 2537 มีการออกผังเมืองรวม จุดที่ตั้งโรงงานหมิงตี้ เป็น เขตสีส้ม คือ เป็นที่ดินประเภทอยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง หมายความว่าไม่สามารถตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารเคมีอันตรายจำนวนมาก แต่เพราะ กฎหมายไม่บังคับใช้ย้อนหลัง จึงทำได้เพียงควบคุมและจำกัดไม่ให้ขยายโรงงานเพิ่ม

ต่อมาปี 2544 ผังเมืองจุดดังกล่าวถูกเปลี่ยนสภาพเป็น เขตสีแดง คือ ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม หมายความว่าสามามรถตั้งโรงงานตามประเภทที่กำหนดได้

ก่อนที่ในปี 2556 จะมีการปรับผังเมืองรวมอีกครั้ง ทำให้ บริเวณที่ตั้งโรงงานหมิงตี้ กลายเป็นที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ทำให้พื้นที่โดยรอบรายล้อมไปด้วยบ้านจัดสรร นางภารนี บอกว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาเมือง ในพื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

พีพีทีวี ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยลองนำผังเมืองสมุทรปราการ มาวางต่อกับ ผังเมืองกรุงเทพ พบว่า พื้นที่เขตสีแดง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานหมิงตี้ ถือเป็นพื้นที่สีแดงที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯด้วยซ้ำ  แหล่งข่าวในแวดวงการซื้อขายที่ดิน เล่าว่า พื้นที่เขตสีแดง ถือเป็น พื้นที่เชิงเศรษฐกิจ มีราคาสูงมากกว่า เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรม หรือ พื้นที่อยู่อาศัย

ยิ่งในกรณีนี้ อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ถือว่าเป็นพื้นที่เชิงเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนให้ความสนใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พื้นที่นี้ตั้งมาเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆที่ต่อเนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ทีมข่าวยังพบว่า ในแต่ละครั้งที่มีการปรับผังเมืองรวม มักเกิดช่องว่างทำให้โรงงานหมิงตี้สามารถขยายกำลังการผลิตได้

เช่น ปี 2544 เอกสารแนบท้ายของการปรับผังเมืองรวม ระบุว่า สามารถตั้งโรงงานในพื้นที่ได้ เฉพาะ ประเภทโรงงานที่กำหนด เช่น โรงงานลำดับที่ 40 โรงงานกิจการเยื่อกระดาษ ลำดับที่ 46 โรงงานยา ลำดับที่ 64 โรงงานประกอบกิจการผลิตโลหะ แต่ตามเอกสารไม่มีโรงงานลำดับที่ 44 ผลิตยางเรซิน หรือ ลำดับที่60 โรงงานหลอม ซึ่งเป็นประเภทโรงงานของบริษัทหมิงตี้ (แต่เพราะกฎหมายไม่บังคับใช้ย้อนหลังทำให้โรงงานหมิงตี้ยังอยู่ในพื้นที่ได้)

จากนั้นในปี 2556 มีการปรับผังเมืองรวมอีกครั้ง เอกสารแนบท้ายผัง ระบุว่า โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามารถขยายกิจการได้ ไม่เกิน 1 เท่า ทำให้โรงงานเก่าที่ตั้งอยู่ก่อนหน้านั้น ขยายกิจการได้ด้วย ทั้งที่จริงๆเป็นโรงงานที่อาจมีความเสี่ยง อย่างเช่น โรงงานหมิงตี้ เพราะ การขยายกิจการได้ หมายความถึงการเพิ่มสารเคมีเข้ามาในพื้นที่โรงงาน ในขณะที่ไม่สามารถขยายพื้นที่ของโรงงานได้

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลในเว็บไซต์กรมโรงงานที่ระบุว่า ช่วงแรกที่โรงงานหมิงตี้ฯ ขออนุญาตตั้งโรงงาน กำหนดกำลังการผลิตอยู่ที่ 2,400 ตัน ต่อปี แต่ล่าสุดพบว่า กำลังการผลิต ถูกเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 36,000 ตันต่อปี

ประเด็นนี้สนใจ เพราะกฎหมายผังเมืองพื้นที่สีแดง เปิดทางให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถขอเพิ่มกำลังการผลิตได้ไม่เกิน 1 เท่าตัว เท่านั้น

นอกจากการตั้งโรงงานในพื้นที่แล้ว ยังพบว่ามีบ้านจัดสรรจำนวนมาก อยู่รอบโรงงาน นางภารนี มองว่า เป็นอีกหนึ่งช่องว่างของกฎหมาย ที่ปล่อยให้ชุมชนขยายตัวไปใกล้พื้นที่โรงงาน ทั้งที่ในความเป็นจริงควรจะมีพื้นที่ปลอดภัย หรือ บัฟเฟอร์โซน

ตามข้อมูลของนักวิชาการกลุ่มที่ทำงานเรื่องผังเมือง อธิบายตามปกติ หากพบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นที่อยู่อาศัย หากคณะกรรมการผังเมือง มองว่ามีความเสี่ยงที่ประชาชนโดยรอบ จะเสี่ยงอันตราย สามารถสั่งให้ โรงงานย้ายที่ตั้งได้ แม้ว่าโรงงานจะมาก่อนที่อยู่อาศัยอื่น แต่ต้องชดเชย เยียวยาตามสมควร

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ