ความคืบหน้ากรณีพระอานนท์ ธัมโชโต พระวัดภัทรสิทธาราม จ.นครสวรรค์ นำอาหารไปที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ เมื่อ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อขอเยี่ยมอดีต ผกก.โจ้ จนทำให้หลายฝ่าย รวมถึงพุทธศาสนาฯมองว่าไม่เหมาะสม และทางวัดภัทรสิทธาราม ได้ออกหนังสือคำสั่ง ให้พระอานนท์ พ้นจากวัดภัทรดิทธาราม ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม โดยระบุว่า “จริงๆแล้วพระอานนท์ สังกัดวัดไพรสณฑ์ศักดาราม อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้มาขอพักอาศัยเพื่อเข้าศึกษา ปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2563
เมื่อประพฤติตัวไม่เหมาะสม จึงอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้พระอานนท์ พ้นออกจากวัดภัทรสิทธาราม
ล่าสุด วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดไพรสณฑ์ศักดาราม ซึ่งถูกอ้างถึง โดยทางวัดไม่สะดวกให้ข้อมูล ระบุเพียงว่า พระอานนท์ เคยอยู่ที่วัดแห่งนี้จริง แต่ย้ายออกไปนานกว่า 3 ปี แล้ว ตั้งแต่ช่วงไปเรียนปริญญา ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ และไปพำนัก ที่วัดภัทรสิทธาราม อำเภอเมืองนครสวรรค์ และยืนยันว่าพระอานนท์ ไม่ได้จำวัดอยู่ที่นี่ นานแล้ว
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง วัดประชานิมิต อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งวัดแห่งนี้ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่พระอานนท์ เคยมาบวช โดยมี พระสุธีวชิราภรณ์ รองเจ้าอาวาสวัดประชานิมิต เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้กับทางพระอานนท์
โดยพระสุธีวชิราภรณ์ ได้ออกหนังสือ ถึงวัดไพรสณฑ์ศักดาราม เรื่อง ขอให้ส่งสัทธิวิหาริกกลับสำนักของพระอุปัชฌาย์ โดยข้อความบางท่อนระบุว่า ที่จริงแล้ว พระอานนท์ เป็นสิทธิวิหาริกของกระผม และยังไม่พ้นนิสัยมุตตกะ คือ ยังมีพรรษาไม่พ้น 5 ดังนั้น กระผมในฐานะเป็นพระอุปัชฌาย์ จึงไคร่ขอเรียนถวายพระเดชพระคุณ เมื่อทางวัดไพรสณฑ์ศักดาราม ได้รับตัวท่านกลับมายังต้นสังกัดแล้ว ขอความเมตตาส่งตัวพระอานนท์ กลับมายังสำนักของกระผม เพื่อจักได้ให้คำแนะนำ ว่ากล่าวตักเตือน เพื่อให้ท่านได้สำเหนียกและประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบ แห่งพระธรรมวินัย และกฎหมายบ้านเมือง และระเบียบของมหาเถรสมาคม ต่อไป
พระสุธีวชิราภรณ์ เปิดเผยว่า หากพระอานนท์ จะขอกลับมาจำวัดที่วัดประชานิมิตร นั้น หากพูดกันตามพระธรรมนัยแล้ว เปรียบเหมือนพ่อกับลูก ไม่สามารถตัดสินว่าลูกตัวเองดีหรือไม่ดี ดังนั้น สมมุติท่านจะกลับมาจำวัดที่เดิม ทางวัดก็ต้องพิจารณาว่าตามความเหมาะสม จะให้อยู่ในฐานะอะไร แต่ในส่วนตัวอาตมา หากท่านกลับมาแล้ว ก็ต้องว่ากล่าวตักเตือนท่าน ด้วยความหวังดี ปราถนาดี ว่าสิ่งที่ท่านทำ มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ต่อความเป็นสมนะของพระ
พบคนนามสกุลเดียวกับศพ แต่ปฏิเสธเป็นญาติ
วอนเร่งมารับศพ หลังฝากไว้วัดนาน 30 ปี