Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

เปิดใจ “มาดามแพม” บิวตี้บล็อกเกอร์ดัง พ้อไปบริจาคเลือด สภากาชาดไม่รับ LGBT

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กำลังเป็นกระแสดราม่า สำหรับกรณีที่สามี “มาดามแพม” บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง ตั้งใจไปบริจาคเลือดให้ผู้ป่วย ที่ศูนย์รับบริจาคเลือดของสภากาชาดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธ เพราะไม่มีนโยบายรับเลือดจากกลุ่มคนรักร่วมเพศ

คลิปวิดีโอช่วงหนึ่งที่ มาดามแพม บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังและสามี โพสต์ระบายความรู้สึกลงเพจ Madampam Makeup by winlaphat ของตนเอง หลังสามีมาดามแพมตั้งใจไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคเลือดของสภากาชาดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ แจ้งว่าสภากาชาดมีกฎห้ามรับบริจาคเลือดจากกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือ LGBT ทั้งที่ตนเองและสามีใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นคู่รักเดียวไม่นอกลู่นอกทางมากว่า 17ปี แต่กลับถูกมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงนำโรค ทำให้รู้สึกว่าโดนเหยียดเพศ

“ขอบอกว่าวันนี้ในใจแพมเสียความรู้สึก นั่งร้องไห้น้อยใจ น้อยใจชีวิตไม่รับเลือดกระเทย อยากตายเลยอะ ตอนนั้นกลายเป็นว่าผู้ชายเจ้าชู้ ผู้หญิงเจ้าชู้ไม่มีปัญหา แต่คนที่เป็นรักร่วมเพศ แต่ว่าใช้ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียว ถูกตราหน้าว่าเป็นพาหะนำเชื้อ มีความเสี่ยงสูงอันนี้มันจุก จุกมากนะครับ” มาดามแพม กล่าว

โดยโพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมากหลายคนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน   และหลายคนก็เข้ามาบอกว่า กฎดังกล่าว เป็นหลักสากล และเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว  ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะรับบริจาคเลือด เนื่องจากอาจมีบางโรคที่อยู่ในระยะฟักตัวแล้วอาจตรวจไม่ได้

ต่อมา สามีมาดามแพม ได้โพสต์ข้อความเพิ่ม ระบุว่า เป็นการขยายความหลังใจเย็น มีเนื้อหาสรุปว่า จากการหาข้อมูลเพิ่ม ทำให้ทราบว่ากฎดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะในไทย และทางหน่วยงานไม่ได้เหยียดเพศแต่มันกฎ ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ทีมข่าวได้พูดคุยกับ มาดามแพม หรือ วิญญ์ลภัส ศรีสกุลเมฆี และ นายวชิรวิชญ์ ศรีดวงมณีฉาย สามี ได้นำเสื้อที่ทางสภากาชาดเคยส่งมาให้ พร้อมบอกว่าช่วง 5 เดือนก่อน สภากาชาดเคยส่งเสื้อตัวนี้มาเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องการบริจาคเลือด ซึ่งย้อนแย้งกับเหตุการณ์ที่ตนเองและสามีเจอเมื่อวานนี้ ที่ตั้งใจไปบริจาคเลือดแต่ถูกปฏิเสธกลับมา

ส่วนสาเหตุที่สามีไปบริจาคเลือด เป็นเพราะว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยมะเร็งแจ้งขอความช่วยเหลือเข้ามาโดยตรง บอกว่าต้องการเลือดเร่งด่วน จึงตัดสินใจประสานโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษา ซึ่งช่วงแรกโรงพยาบาลยินดีที่จะรับเลือด /กระทั่ง ถึงกระบวนการคัดกรองประวัติ มีคำถามว่า “มีเพศสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันหรือไม่”

ซึ่งสามีก็กรอกประวัติตามความจริง จากนั้นเจ้าหน้าที่แจ้งว่าการบริจาคเลือดมีปัญหา เพราะสภากาชาดไม่ให้ชายรักชายบริจาคเลือด ทำให้เสียความรู้สึกมากเพราะที่ผ่านมาเข้าใจว่ากลุ่มLGBT ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ แต่สามีที่เป็นผู้ชายแท้ ที่เป็นคู่ของหญิงข้ามเพศไม่รู้ว่าห้ามบริจาคเลือดด้วย  โดยวันนั้นตั้งใจจะทำคอนเทนท์ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนมาบริจาคเลือดด้วย เพราะเห็นว่าขาดแคลนเลือด แต่พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ไม่คิดจะบริจาคเลือดอีกแล้ว

“มันทำให้รู้สึกว่าข้อจำกัดในขณะที่คนต้องการเลือดแต่คุณปฏิเสธ แล้วก่อนให้เลือดก็ต้องตรวจต้องมีความมั่นใจในระดับนึงว่าเลือดเราค่อนข้างปลอดภัย เพราะว่าเราได้รับวัคซีนมาแล้วสองเข็มไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ร่างกายแข็งแรง และใช้ชีวิตคู่ผัวเดียวเมียเดียวกันมานานแล้วถึง 17 ปีกำลังจะ 18 ปีแต่ทางหน่วยงานมองข้ามเราไปหรือเปล่า เพราะเราพร้อมที่จะช่วยเหลือเพราะแพมเองคิดว่าหลายคนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือแต่โดนตัดโอกาส” มาดามแพม กล่าว

ทีมข่าวสอบถามเรื่องนี้กับสภากาชาด แต่ได้รับการปฏิเสธ ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีการระบุพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ  ในข้อ 11 มีเนื้อหาว่า ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่ของตนเอง ผู้ทำงานบริการทางเพศ ผู้เสพยาเสพติด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต้องงดบริจาคโลหิตอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงผู้เคยมีเพศสัมพันธ์กับเพศชาย ซึ่งอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจะสูงกว่าประชากรทั่วไปมาก ไม่รับบริจาคโลหิตถาวร

ด้าน นายนิมิตร์ เทียนอุดม ประธานคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ มองประเด็นนี้ว่า ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคHIV นั้นไม่ได้อยู่ที่เป็นกลุ่มคนเพศใด แต่อยู่ที่พฤติกรรมทางเพศของแต่ละบุคคลมากกว่า เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เปลี่ยนคู่นอนมากกว่า1คน ซึ่งส่วนตัวมองว่าการที่สภากาชาดไม่อนุญาตให้กลุ่มLGBT บริจาคเลือดเพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงโดยอ้างหลักกาชาดสากลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

คือความเสี่ยงต่อHIV มันไม่ได้อยู่ที่คนเป็นใครแต่ว่ามันอยู่ที่พฤติกรรมที่คุณทำมากกว่าถ้าเกิดว่าคุณมีพฤติกรรมทางเพศที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยและก็อาจมีคู่มากกว่าหนึ่งคน หรือว่าครูที่คุณมีเพศสัมพันธ์อยู่ด้วยคุณก็ไม่รู้สถานะHIVของเขา หรือตัวคุณเองไม่รู้สถานะ HIVของคุณ อันนี้เรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงเพราะฉะนั้นการกระทำแบบนี้ขึ้นอยู่กับใครก็ได้ไม่ใช่เรื่องว่าคุณเป็นใคร มีอาชีพอะไรถึงบอกว่าระเบียบที่สภากาชาดไทยยึดระเบียบกาชาดสากลมันเป็นระเบียบที่เก่ามาก ๆ แล้ว” นิมิตร์ กล่าว

นายนิมิตร์ ให้ข้อมูลอีกว่า กฎดังกล่าวเป็นกฎที่กาชาดสากลตั้งขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ตั้งแต่ช่วงที่มีการค้นพบโรคHIV ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีวิวัฒนาการในการตรวจหาเชื้อโรคจากเลือดที่ได้มาตรฐานและทันสมัยเหมือนปัจจุบัน  ส่วนประเด็นที่อาจมีบางโรคที่อยู่ในระยะฟักเชื้อและตรวจไม่ได้ หรือไม่ ก็มองว่า ปกติแล้วเมื่อสภากาชาดรับบริจาคเลือดของผู้บริจาคมา จะมีการคัดกรองเลือดโดยนำมาตรวจเชื้อซ้ำอีกครั้ง โดยใช้เวลาหลายวัน และ ใช้รูปแบบการสุ่มตรวจเป็นกลุ่มพร้อมกันหลายคน กลุ่มใดไม่พบเชื้อก็จะนำเลือดไปกระจายให้ผู้ป่วยใช้ประโยชน์ต่อ ส่วนเลือดชุดใดที่เป็นผลบวกก็จะแยกตรวจเชื้อซ้ำอีกครั้ง เพื่อหาว่าเป็นเลือดบริจาคของใครที่ติดเชื้อ ซึ่งซึ่งถือว่า มีการคัดกรองเลือดที่ได้มาตรฐานอยู่แล้วจึงไม่ควรจำกัดกลุ่มคนที่บริจาคเลือดอีก

 

ข้อกำหนดบริจาคเลือดของ LGBTQ ในสหรัฐฯ

ในอดีต กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มชายที่ร่วมเพศกับชาย (MSM) ถูกห้ามบริจาคเลือดตลอดชีวิต เนื่องจากถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะมีเชื้อ HIV ปะปนในเลือด จากนั้น เมื่อมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เริ่มมีการปรับแก้ไขเกณฑ์การรับบริจาค

โดยในปี 2015 องค์การอาหารและยา หรือ FDA อนุญาตให้คนกลุ่มนี้สามารถบริจาคเลือดได้ แต่ต้องงดมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันก่อนบริจาคอย่างน้อย 12 เดือน จากนั้น ในปี 2016 ซึ่งเกิดเหตุกราดยิง 50 ศพ ที่ไนท์คลับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา บรรดากลุ่มคนรักเพศเดียวกันนับพันๆ คนพร้อมใจกันไปบริจาคเลือดช่วยผู้รับเคราะห์ แต่กลับติดข้อจำกัดของ FDA จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดกระแสต่อต้าน เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ

 

จนเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว FDA ตัดสินใจปรับลดระยะเวลางดมีเพศสัมพันธ์ก่อนบริจาคเลือดของกลุ่ม LGBTQ จาก 12 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน เนื่องจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ มีความต้องการเลือดเร่งด่วนในช่วงโควิด-19 

ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามในการผลักดันกฎหมายการรับบริจาคเลือด เพื่อให้ FDA พิจารณาความเสี่ยงของผู้บริจาคของแต่ละคน แทนการคัดกรองโดยใช้เพียงเพศสภาพ หรือการเป็นสมาชิกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา FDA ประกาศว่ากำลังอยู่ระหว่างทำการศึกษา ซึ่งอาจเปิดทางให้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศสามารถบริจาคเลือดได้มากขึ้น โดยคาดว่าผลการศึกษาจะออกมาภายในปีนี้

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ