คลิปที่แม่ค้าคนหนึ่งนำมาโพสต์ในติ๊กต็อก เป็นภาพที่เธอได้รับจดหมายจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีเนื้อหาบอกว่าเธอไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการจึงขอให้คืนเงินจากโครงการจำนวน 126,348 บาท ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับจดหมายกล่าว
ขณะที่เธอได้โพสต์ข้อความระบุว่า "เกิดมายังไม่เคยจับเลยเงินแสน เราแสกนออนไลน์ แต่ไม่ได้แลกเงิน ของก็ขายส่งให้ลูกค้าไปแล้ว เรียกเงินคืนเพื่ออะไร ยอดเรียกเงินคืน เป็นแสนใครจะมี ยอมติดคุก ตอนนี้แม่ค้าได้ใบเรียกเงินคืนกันหลายคน หาทางออกไม่เจอ เครียดมาก "
ในเวลาไล่เลี่ยกันยัง มีแม่ค้าอีกรายโพสต์คลิปว่าถูกเรียกเงินคืน 1 ล้าน 3 แสนบาท ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความว่า " โควิดว่าหนักแล้ว โดนเรียกเงินคืนหนักกว่า เรียกคืนภายใน30วัน เงิน1ล้าน 3แสนกว่า จะเอามาจากไหน"
ซึ่งคนที่เข้ามาแสดงความเห็นส่วนใหญ่เห็นใจแม่ค้าและรู้สึกเหมือนโดนรัฐหลอกให้เข้าร่วมโครงการทีมข่าวตรวจสอบทราบว่าขณะนี้มีแม่ค้าจำนวนมากถูกเรียกเก็บเงินเช่นกัน และได้พูดคุยกับตัวแทนแม่ค้ารายหนึ่ง ชื่อคุณฝน เล่าให้ทีมข่าวฟังทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้มีแม่ค้าออนไลน์ประมาณ 2 พันคนที่เดือดร้อนตั้งกลุ่มไลน์เพื่อหารือเรื่องนี้
ส่วนตัวเธอ เล่าว่า มีอาชีพขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แต่ช่วงโควิดไปขายไม่ได้จึงเปลี่ยนมาขายออนไลน์ และได้เข้าร่วมโครงการเราชนะ ซึ่งรัฐจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ 7 พันบาท ตอนที่เธอกรอกเอกสารเพื่อนำร้านเข้าร่วมโครงการ ก็ได้ถามธนาคารแล้วว่า เป็นร้านค้าออนไลน์เข้าร่วมได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าได้ จึงได้เข้าร่วม จึงสงสัยเธอผิดเงื่อนไขอย่างไร
โดยเมื่อเดือนเมษายน เธอถูกยึดเงินในถึงเงินไป 1 หมื่นบาท และ กำลังถูกเรียกเก็บเงินประมาณ 3 แสนบาท ส่วนคนอื่นก็มีตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน แต่บางส่วนทราบว่า มีการทำผิดเงื่อนไขจริง คือ เปิดให้ชาวบ้านที่ต้องการใช้เงินสดสแกนแอปฯเป๋าตัง และมีการหักหิวคิวร้อยละ 10 เช่น 1 พัน หัก 100 บาท แต่ส่วนของเธอ ไม่เคยเปิดแลกเงินสด จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงโดนเรียกเก็บเงิน
ซึ่งในส่วนคนที่ทำผิดเงื่อนไขนั้นก็ได้หารือกันว่า หากรัฐเรียกเก็บเงินส่วนต่างที่หักมาร้อยละ 10 นั้น ก็พร้อมจะจ่ายเงิน หรือหากเป็นการผิดเงื่อนไขแบบอื่น ก็พร้อมจะจ่ายส่วนต่างกำไรคืนให้ แต่ในความเป็นจริงรัฐกลับเรียกเก็บ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงต้นทุนด้วย และยังให้จ่ายเป็นเงินก้อนไม่ให้ผ่อนจ่าย ซึ่ง จึงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ขระนี้จึงเตรียมทำเรื่องอุทธรณ์
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กระทรวงการคลัง แจ้งว่า สศค.ได้มีการตรวจสอบผู้ประกอบการ พบว่าผู้ประกอบการรายดังกล่าวมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดเกณฑ์ ใน “โครงการเราชนะ” จึงได้ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 และได้แจ้งให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 14 วัน แต่ผู้ประกอบบการไม่ได้จัดส่งเอกสารภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงได้แจ้งผลการพิจารณาและขอให้คืนเงินที่ได้รับจากโครงการฯ
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ต่อ สศค. เพื่อชี้แจงเหตุผล พร้อมแสดงหลักฐานให้ทบทวนผลการพิจารณาได้ แม้จะไม่ได้ชี้แจงในครั้งแรกก็ตาม
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แจ้งด้วยว่าจากการตรวจสอบ พบว่าผู้ประกอบบางรายลงทะเบียนตำแหน่งร้านไว้ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่มีการทำธุรกรรมซื้อขายนอกพื้นที่จังหวัด เกินระยะทาง 7,000 กิโลเมตร ใน 1 วัน และพบพฤติกรรมลักษณะนี้ต่อเนื่องหลายวัน และใช้สิทธิ์เต็มจำนวนวงเงินเป็นจำนวนมาก โดยพบที่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งลักษณะธุรกรรมที่ตรวจพบ ไม่สอดคล้องกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการ
สำหรับร้านค้าถุงที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ ห้ามแลกเป็นเงินสด และ ห้ามซื้อสินค้าโดยการสแกนออนไลน์ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการของกระทรวงการคลังปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิการเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐในอนาคต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย