ภายในวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 3 ได้เสริมบังเกอร์กั้นริมแม่น้ำขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ยาว 150 เมตร จากเดิมที่ตั้งพนังมีความสูง 2 เมตร รวมความสูง 2.50 เมตร ซึ่งทำให้บังเกอร์อยู่สูงกว่าระดับน้ำในขณะนี้ 1.10 เมตร นอกจากนี้ยังได้เสริมแนวกระสอบทรายฝั่งตะวันตกเพิ่มเติม เพราะจุดนี้ ปี 2554 กำแพงได้พังทลายลง
ทำให้น้ำเข้าท่วมโบราณสถานเสียหาย ปัจจุบันทางกรมศิลปากรได้สร้างกำแพงปูนหนา 20 เซนติเมตร สามารถวางกระสอบทรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่องหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ขณะที่ นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า จังหวัดฯได้รับรายงานจากชลประทานที่ 12 แจ้งว่าเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำที่ 2,700 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในช่วงนี้คงต้องเร่งระบายน้ำมวลน้ำก้อนนี้ออกไปก่อน และมวลน้ำทางเหนือกำลังทยอยมาจากเขตสุโขทัย พิษณุโลก แพร่ น่าน เข้าทุ่ง และจะวนกลับมาอยุธยา ส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการป้องกันสถานที่สำคัญ และให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ
ส่วนพื้นที่อุตสาหกรรม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ประกอบการที่นี่ได้เจอกับความเสียหายอย่างหนักไปครั้งหนึ่งแล้วจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 54
วันนี้ ทีมข่าว PPTV ลงพื้นที่สำรวจบริเวณโดยรอบพบว่า เขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมฯบางปะอิน ที่มีระยะทางยาวกว่า 10 กิโลเมตร เป็นลักษณะกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 6 เมตร จากจุดสังเกตตรงนี้จะเห็นป้ายบ่งบอกว่าเดิมพื้นที่ตรงนี้ ในปี2554 เคยเป็นแนวคันดินเหนียว สูงแค่ 4 เมตร แต่ถูกมวลน้ำท่วมทะลักเข้ามาในพื้นที่ จนทำให้ระดับน้ำมีความสูงถึง 4.28 เมตร และพังแนวคันดินลง
แต่สำหรับปีนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นายดิสพล ยิ้มขลิบแสดงความมั่นใจว่า น้ำจะไม่ท่วมซ้ำรอยเหมือนปี2554 ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ติดตามมาตลอดคือ ปริมาณน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระราม6 ที่มีปริมาณรวมกันราว 3,500 กว่าลูกบาศก์เมตร แม้จะมีระดับน้ำที่สูง แต่คาดว่ามวลน้ำมีไม่มากพอที่จะทำให้นิคมฯ บางปะอินจะได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงในนิคมฯ หมั่นตรวจเช็คการรั่วซึมของกำแพงเขื่อน และร่องรับน้ำทุกสัปดาห์ ตรวจเช็คสถานีสูบน้ำ 4 แห่ง เครื่องสูบน้ำกว่า 18 ตัว และเฝ้าระวังระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำใกล้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอินไว้แล้ว
ด้านกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช.ประกาศเตือน พื้นที่ติดริมแม่น้ำ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนนทบุรี เฝ้าระวังระดับแม่น้ำเจ้าพระยา วันที่ 7-10 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้เนื่องมาจาก ปริมาณน้ำที่ไหลหลากรวมกันผ่าน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันนี้ อยู่ที่ 3,050 - 3,150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะไหลออกอ่าวไทย ช่วงวันที่ 7-10 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สภาวะน้ำทะเลหนุนสูง จึงคาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 30-50 เซนติเมตร
ทั้งนี้สำหรับกรุงเทพมหานคร ที่พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบให้ระดับน้ำล้นคันป้องกันน้ำริมแม่น้ำของกรุงเทพมหานคร ยกเว้นบริเวณที่ไม่มีระบบคันป้องกันริมแม่น้ำ เช่นเดียวกันที่จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนนทบุรี ที่ต้องเฝ้าระวัง พื้นที่ลุ่มต่ำ นอกแนวคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา