คลิปวีดีโอจากเพจเฟซบุ๊ก “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น Part 1” เผยแพร่ภาพขณะที่ตำรวจล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งย่านพระราม 6 โดยเขียนข้อความในโพสต์ ระบุ เจ้าของร้านอ้างไม่ได้ขายเหล้า แต่มีเจ้าหน้าที่สั่ง เด็กเสิร์ฟเลยไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อมาให้ พร้อมตั้งคำถามว่า กรณีแบบนี้ผิดหรือไม่ และตำรวจควรชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย
ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่ร้าน Sea Breeze ซีฟู้ด จุดเกิดเหตุ พบว่าเป็นร้านขายอาหารทะเลและก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ในร้านมีตู้แช่เบียร์วุ้น แต่เมื่อเปิดดูพบว่าใช้แช่เนื้อสัตว์ ไม่พบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สอบถามพนักงานร้านที่เป็นคนเสิร์ฟอาหารให้ตำรวจที่มาล่อซื้อ เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวานนี้เวลาประมาณ 2 ทุ่ม มีชายวัยรุ่น 2 คน สวมหมวกแก๊ปเข้ามาทานอาหารที่ร้าน ทำทีสั่งกุ้งแช่น้ำปลา ก่อนถามว่า “มีเบียร์ไหม” ตนเองตอบว่าไม่มี แต่เดี๋ยวไปดูให้ จากนั้นจึงเดินไปถามผู้จัดการร้าน ผู้จัดการร้านก็บอกว่า “ถ้าลูกค้าจะกินก็ไปซื้อให้เขา” ตนเองจึงกลับไปถามลูกค้า ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นตำรวจสายสืบแฝงตัวมา ว่าต้องการเบียร์ยี่ห้ออะไร จากนั้นจึงไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อแล้วนำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะพร้อมถังน้ำแข็ง หลังจากเสิร์ฟเบียร์ไปไม่นาน ก็มีตำรวจในเครื่องแบบ 3-4 คน เข้ามาที่ร้าน แสดงตัวว่ามาจาก สน.บางซื่อ ขอพบผู้จัดการร้าน
ด้าน นายวิน เสรีชีวัน เจ้าของร้าน Sea Breeze ซีฟู้ด เล่าว่า ขณะที่ตำรวจมาล่อซื้อ ตนเองทำอาหารอยู่ในครัวจึงไม่ทราบเรื่อง มารู้อีกทีตอนที่ตำรวจแสดงตัวแล้วแจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 43) พร้อมคุมตัวไปที่ สน.บางซื่อ ตนเองรับสารภาพไปเพราะไม่อยากเสียเวลาสู้คดี และยื่นเงินประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน 30,000 บาท ก่อนไปเสียค่าปรับ 5,000 บาท ที่ศาลแขวงดุสิตวันนี้ โดยกว่าจะได้เงินประกันคืนก็ต้องนำเช็กไปขึ้นเงิน
นายวิน มองว่า ตนเองถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม เพราะไม่ได้ขายแอลกอฮอล์ให้กับลูกค้าปกติ แต่ขายเพราะตำรวจเป็นคนสั่งเอง นอกจากนี้ ในใบบันทึกจับกุมของตำรวจมีการระบุว่า ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีที่ไม่ประสงค์ออกนามเพื่อหวังเงินรางวัลนำจับ จึงสงสัยว่าเป็นการหาผลประโยชน์หรือไม่
กรณีนี้มีคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ณัฐพล อะกะเรือน รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สน.บางซื่อ ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการล่อซื้อถูกต้องตามระเบียบ เพราะตำรวจสายสืบเพียงถามทางร้านว่ามีเบียร์ไหมเนื่องจากเห็นในเมนู ไม่ได้ตื๊อหรือทำการรบเร้าให้ไปซื้อมาให้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจึงจะถือว่าตำรวจทำผิด แต่กรณีนี้ร้านค้าเป็นคนขายให้เอง แล้วปล่อยให้กินในร้าน จึงเข้าข่ายฝ่าฝืน ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 43) ที่ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน
ส่วนกรณีบันทึกจับกุม ระบุว่า ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเพื่อหวังเงินรางวัลนำจับนั้น พ.ต.ท.ณัฐพล ชี้แจงว่า เป็นความผิดพลาดในการพิมพ์เอกสาร ที่ลบข้อความเก่าจากคดีอื่นไม่หมด แต่ยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์เพราะตามกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่สามารถเบิกเงินรางวัลนำจับได้อยู่แล้ว
แม้ตำรวจจะยืนยันว่าล่อซื้อถูกต้อง แต่ในมุมทนายความ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม มองว่า กรณีนี้เป็นการจับกุมโดยไม่ชอบ เพราะสายลับเป็นคนหลอกล่อให้ร้านซีฟู้ดกระทำผิด ไม่ใช่ว่าเขาทำผิดด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าหากไปต่อสู้คดีในชั้นศาล จะไม่มีพยานยืนยันนอกจากตำรวจที่เป็นคนสั่งเบียร์เอง เมื่อส่งฟ้อง ส่วนใหญ่ศาลจะไม่รับฟัง ทางเดียวที่หลักฐานจะสามารถใช้ได้ คือวันที่ไปล่อซื้อมีโต๊ะอื่นนั่งทานแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ซึ่งลูกค้าโต๊ะอื่น สามารถเป็นพยานในชั้นศาลได้
นายรณณรงค์ ระบุอีกว่า กรณีดังกล่าว หากเจ้าของร้านรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถนำเรื่องไปร้องเรียนกับ ป.ป.ช. เอาผิดชุดจับกุมและสายลับที่ล่อซื้อตามความผิดมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และสามารถไปร้องเรียนตำรวจนครบาลว่าการกระทำของตำรวจไม่เหมาะสม ส่วนกรณีการเขียนบันทึกจับกุมไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้เสียหายสามารถร้องจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งแก้ไขบันทึกจับกุมให้ถูกต้องได้เช่นกัน