การประชุมโลกร้อนที่สำคัญที่สุดในรอบ 6 ปี ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2015 ในการประชุม Paris Agreement แต่ครั้งนี้ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) สมัยที่ 26 หรือ COP26 เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งที่คนบนโลกเริ่มเห็นมากขึ้นแล้วว่า
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมาจาก สภาวะโลกร้อน ขณะเดียวกัน เรื่องโลกร้อน ก็ล้วนมีมิติที่เกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์ทุกคน มากกว่าการแก้ปัญหา ปลูกป่าและการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว
และในครั้งนี้ประเทศไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมด้วย ซึ่งจัดขึ้นที่ เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ในเครือสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2564
ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวผ่านรายการกาแฟดำ โดยสุทธิชัย หยุ่น เมื่อวันที่ 4 พ.ย.64 ว่า หลายคนเห็นแล้วว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากโลกร้อนมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนเรา ทำให้ 190 ประเทศทั่วโลกรวมไทย ส่งผู้นำไปร่วมกันเพื่อ หาหนทางให้มนุษย์เอาตัวรอดให้ได้จากโลกร้อน
“ไทย” เอาอะไรไปบอกบนเวทีนี้
ดร. ธรณ์ บอกว่า สำหรับไทยสามารถผลักดันยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) ส่งให้สหประชาชาติพิจารณา ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรก ๆ ของโลก และเป็น 1 ใน 3 ประเทศในอาเซียน คือ ไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่มีกรอบแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวไปนำเสนอ ก่อนปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ.2563) เป็นเฟสแรก
รวมถึงการประกาศจะมุ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ในปี ค.ศ. 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero GHG emission) โดยเร็วที่สุดภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้ รวมถึงเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065
สอดคล้องกับที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ระบุว่า ประเทศไทยมีเป้าลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7-20 แต่ในความเป็นจริง มาถึงปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ.2562) เราลดได้ร้อยละ 17 มาตอนนี้เข้าสู่เฟสสอง ส่วนเป้าหมายระหว่างปี ค.ศ. 2020-2030 คือลดให้ได้ร้อยละ 20-30
ดังนั้นตามข้อสังเกตที่ว่า เราจะไปประกาศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065 จะล่าช้ากว่านานาประเทศหรือไม่ ในความเป็นจริงอาจจะเร็วกว่านั้น เพราะยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่จะขับเคลื่อนให้เร็วขึ้นในอนาคต
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการดูดซับลดก๊าซเรือนกระจก เราจะเน้นย้ำท่าทีที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวอย่างสมดุลโดยการกำหนดเป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างบูรณาการ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน การขจัดความยากจน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
รวมถึงได้เสนอ ร่างพ.ร.บ.ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา และจะนำเข้าสู่ ครม. ในขั้นต่อไป ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายตามแผน
ไทยจำทำได้ตามแผนหรือไม่ โดยเฉพาะ การประกาศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065
ดร. ธรณ์ ระบุว่า แผนของไทยปี 2065 อาจดูไกลกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยมี 3 ตัวหลักๆ ที่เป็นตัวปล่อยคาร์บอน คือ พลังงาน การคมนาคมและอุตสาหกรรม
จะหวังพึ่งการดูดซับจากป่า แนวปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล ไปจนถึง การปลูกต้นไม้ทั้งประเทศก็อาจไม่เพียงพอแล้ว ดังนั้นจึงต้องให้ความหวังไปที่การปรับการใช้พลังงานของคนให้มันเกิดความสมดุล สำหรับไทย เช่นแผนใช้รถยนต์ไฟฟ้า เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน มุ่งไปที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ แต่ต้องดูว่ารัฐบาลจะเอาจริงกับเรื่องนี้แค่ไหน มีพลังเพียงพอจะให้คนไทยเปลี่ยนหรือไม่ซึ่งตรงนี้เป็นตัวที่จะตัดสินสำคัญ ตรงนั้นจะป็นกุญแจสำคัญ