น.ส.ภัทร วัย 29 ปี เล่าให้ทีมข่าวเราฟังว่า ตนเองมีอาการป่วย เนื่องจากมดลูกทำงานผิดปกติ ทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรง ต้องไปหาหมอทุกๆ 3 เดือนเพื่อฉีดฮอร์โมนลดอาการเจ็บปวด มานานกว่า 4 ปีแล้ว แต่ผลข้างเคียง ก็ทำให้เธอมีเหงื่อออกมากขึ้น จนเกิดปัญหากลิ่นตัว
เธอบอกว่า ตัวเองพยายามหาวิธีในการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งการตัดผมสั้น การต้มเสื้อผ้าที่สวมใส่โดยใช้สารส้ม แต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้าย ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยังถูกเพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าใจปัญหาสุขภาพ นำเรื่องนี้ไปโพสต์ล้อเลียนต่อว่า จนเกือบจะคิดสั้น
แต่เคราะห์ยังดีที่มีเพื่อนสนิทโทรฯ มาหาเธอในเสี้ยววินาทีนั้น พร้อมให้คำแนะนำดึงสติกลับมาได้ จึงอยากฝากวอนให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ ว่าการจะโพสต์หรือพูดอะไร ควรคิดให้ดีว่าคนที่อ่านหรือฟัง จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
ปัจจุบันนี้ คุณภัทรมีสภาพจิตใจดีขึ้นแล้ว เธอไปทำงานเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือด้านเอกสารที่ศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกจากได้ช่วยสังคมแล้ว งานเธอยังยุ่งล้นมือจนทำให้ลืมเรื่องร้ายนี้ไปได้
ส่วนปัญหาเรื่องกลิ่นตัว พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง บอกกับทีมข่าวว่า เรื่องกลิ่นตัวเป็นเรื่องธรรมชาติของคน เพียงแต่บางคนอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียในจุดที่อับชื้น ทำให้มีกลิ่นตัวแรง หรือบางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ภาวะอ้วน หรือดูแลสุขอนามัยไม่ดี โดยปัญหาเรื่องกลิ่นตัวถือเป็นเรื่องทั่วไป และเป็นเพียงปัญหาทางกายที่แก้ไขได้ ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นปัญหาทางใจให้กันและกัน
ด้านทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม บอกว่าการบูลลี่ผ่านโซเชียล เช่น เรื่องกลิ่นตัว โดยระบุชื่อหรือรูปภาพ พาดพิงถึงบุคคลอื่น สามารถเอาผิดตามกฎหมาย ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา การดูหมิ่นซึ่งหน้า ซึ่งมีโทษทั้งปรับและจำคุก รวมถึงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เรื่องการละเมิดได้