ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำมาโพสต์ เป็นภาพที่เด็กชายตัวน้อยนอนแน่นิ่งระหว่างถูกนำตัวมาส่งโรงพยาบาล โดยผู้โพสต์ยังระบุข้อความ มีเนื้อหาเล่าเหตุการณ์ว่า หลานชายป.1 โดนเพื่อนที่โรงเรียนรังแกทุกวัน โดยอาทิตย์ก่อนก็ตกบันได เมื่อ3วันก่อนก็โดนเพื่อนตีฟันหักปากเจ่อ หัวกระแทกซีเมนต์ ปากบวมแบบมาก ต้องพากลับบ้านตั้งแต่เที่ยง เพราะร้องไห้ไม่หยุด จนมาวันนี้ก็โดนเพื่อนทำร้ายอีก ล่าสุดช็อกหมดสติ ตาเหลือก น้ำลายฟูมปาก และบอกว่าที่ผ่านมาหลานชายมาเล่าให้ฟังตลอดว่าถูกรังแก
พร้อมบอกว่าที่ผ่านมา ไม่เคยเอาเรื่องผู้ปกครองอีกฝ่าย เพราะไม่อยากมีปัญหา และได้ฝากอาจารย์ให้ดูแลแล้วแต่ไม่รู้ว่าได้ดูแลหรือลงโทษเด็กที่รังแกหลานหรือไม่ แต่เหมือนอาจารย์ไม่สนใจ และอยากให้ผอ.โรงเรียนแห่งนี้ทราบเรื่อง
ผู้โพสต์ยังบอกว่า เรื่องแบบนี้หากใครไม่เจอกับลูกหลานตัวเองก็จะเข้าใจ และบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดที่ใน รร.หมู่บ้านติดชายแดน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
ขณะที่โพสต์ดังกล่าวก็มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เห็นใจเด็กและผู้ปกครองและมองว่าเรื่องนี้ผู้ใหญ่ไม่ควรละเลยปล่อยผ่าน เพราะจะกระทบกับสภาพจิตใจเด็ก และอยากให้โรงเรียนและผุ้ปกครองเด็กอีกฝ่ายรีบแก้ปัญหา
ล่าสุดผู้โพสต์ได้สระบุข้อความเพิ่มเติมว่า หลานชายฟื้นได้สติแล้วและทาง รองผอ.โรงเรียนได้มาเยี่ยม พร้อมบอกว่า ขอโทษครูประจำชั้นที่โพสต์แบบนี้ และครูก็ทำดีที่สุดแล้ว อีกอย่างครูก็ไปประชุมกันหมดด้วย ต่อไปก็เป็นเรื่องผู้ปกครองคุยกัน
กลั่นแกล้งในโรงเรียน ปัญหาใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข
ด้านรศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ให้ความเห็นกรณีนี้ว่า เหตุที่เกิดขึ้นถือว่ารุนแรงมากสำหรับเด็ก ป.1 และหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำอีก จะส่งผลต่อสภาพจิตใจเมื่อโตขึ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ แต่เยียวยาได้
ซึ่งพ่อแม่สามารถสังเกตุพฤติกรรมเบื้องต้นของลูกได้ว่า กำลังถูกเพื่อนกลั่นแกล้งหรือไม่ เช่น การที่ลูกอาจมีพฤติกรรมเก็บกด พูดน้อยลง ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ทานอาหารได้น้อยลง เหม่อลอย บ่ายเบี่ยงไม่อยากไปโรงเรียน
ส่วนทางด้านจิตใจเด็กอาจมีภาวะตึงเครียด วิตกกังวล หวาดระเแวงและอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ นพ.สุริยเดว ระบุว่า การปลั่นแกล้งกันในโรงเรียน หรือ การบูลลี่ ควรอยู่ในแบบประเมินคุณภาพสถานศึกษาอย่างจริงจัง ให้หน่วยงานที่สังกัดดูแล ลงพื้นที่ทำงานหาข้อเท็จจริงทุกโรงเรียน มากกว่าการอ่านรายงานจากกระดาษ ซึ่งจะทำให้บุคคลากรในโรงเรียน ใส่ใจ เฝ้าระวังมากกว่านี้
ส่วนผู้แกล้งที่เป็นเด็กวัยเดียว นพ.สุริยเดว แนะนำว่า อย่าไปลงโทษ แต่ให้ศึกษาสาเหตุ เพราะเชื่อว่าเด็กผู้แกล้งน่าจะซึมซับความรุนแรงมาจากครอบครัว หรือการเลี้ยงดู
โดยผู้ปกครองถือเป็นส่วนสำคัญในการหาข้อเท็จจริง เพื่อเข้าถึงการใช้ชีวิตในโรงเรียนของบุตรหลาน ซึ่งต้องตั้งคำถามปลายเปิด 3 ข้อในการคุยกับบุตร หลาน เป็นกิจวัตร อย่าให้ต้องรอจนเกิดเรื่อง ด้วยการเปิดภาพการบูลลี่ในโรงเรียนแล้วถามว่า 1. คิดเห็นอย่างไร 2. รู้สึกอย่างไร 3. ถ้าเจอปัญหาแบบนี้จะแก้อย่างไร ซึ่งผู้ปกครองต้องสังเกตอาการด้วยหากบุตรหลานไม่ตอบ ก็อาจเป็นเพราะมีเรื่องเก็บกดภายในอยู่
"บูลลี่" ไม่ใช่การล้อเล่น ทำความรู้จักและและรู้หลักการรับมือ