เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ตั้งคำถาม ถึงพฤติกรรมและของคนขายพวงมาลัยและบังคับเช็กกระจกรถขอเงิน เมื่อปฏิเสธก็แสดงท่าทีไม่ดีใส่ ทีมข่าวพีพีทีวีตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จุดที่มีการเรียกเรียนคือแยกช่องนนทรี โดยผู้ร้องเรียนได้เผยถึงพฤติกรรมคนกลุ่มโดยตั้งข้อสังเกตว่าช่วงหลังมีจำนวนมากขึ้น และไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบกวดขัน
เรื่องนี้ถูกตั้งประเด็นขึ้นโดยนายอติชาญ เชิงชวโน หรือ “อู๋ spin9” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง โพสต์ภาพผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว เป็นภาพหญิงเดินขายพวงมาลัยระหว่างรถติด ระบุว่า “ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองมั้ย ว่าเจอคนเช็ดกระจก และขายมาลัยตามแยกในจำนวนที่เยอะขึ้นมาก ๆ ถี่ขึ้นมาก ๆ บางแยกคือคุกคามเลยนะ โบกมือไม่ไป ลงมือเช็ดโดยไม่ขอ อันนี้หน่วยงานไหนรับผิดชอบนะครับ มันไม่ควรจะเป็นเรื่องปกตินะ” ทำให้มีหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ว่าเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน
ทีมข่าว PPTV สำรวจแยกช่องนนทรี จุดเดียวกับในรูปภาพ พบหญิงคนดังกล่าวเดินขากะเผลกขายพวงมาลัย ช่วยกันกับผู้ชายคนหนึ่ง โดยทุกครั้งที่รถติดไฟแดง ทั้ง 2 คน ใช้วิธีเดินไปตามรถแต่ละคัน ฝั่งที่นั่งคนขับ ก้มตัวไหว้ขอให้ช่วยซื้อ แต่ไม่พบว่ามีพฤติกรรมขอเช็ดกระจกแ ละไถเงินผู้ขับขี่บริเวณนี้
ทีมข่าวเข้าไปสอบถาม พบว่าหญิงที่ขายพวงมาลัยในจุดนี้ เปิดเผยว่า มาขายพวงมาลัยกับหลานชายที่แยกช่องนนทรีนานกว่า 20 ปีแล้ว โดยรับดอกไม้มาจากปากคลองตลาดมาร้อยขายเอง สาเหตุที่ต้องประกอบอาชีพนี้ เพราะขาเธอพิการถูกกระสุนปืนยิงขา หลังไปเที่ยวงานวัดแล้วเจอลูกหลงตั้งแต่ปี 35 ทำให้ไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ จึงต้องออกมาขายพวงมาลัยกลางถนน โดยที่ผ่านมาก็มักมีตำรวจมาคอยเตือนว่าให้ขายได้ แต่ไม่ให้ตื๊อคนซื้อ ซึ่งก็ปฏิบัติตามมาตลอด
คนขายพวงมาลัย ยืนยันว่า ขายพวงมาลัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เคยบังคับเช็ดกระจกรถแล้วเรียกเก็บเงินกับผู้ขับขี่ แต่ก็ยอมรับว่า บริเวณนี้มีกลุ่มที่มาเช็ดกระจกรถจริง เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มาจากชุมชนคลองเตย โดยกลุ่มนี้จะมีอยู่ประมาณ 8 คน มักจะมาเกือบทุกวัน ซึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไปเช็ดกระจกรถแล้วไปเรียกเก็บเงิน โดยที่คนขับไม่ได้เรียกร้อง โดยการกระทำแบบนี้ทำให้เธอขายพวงมาลัยยากขึ้นด้วย
หลังมีเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้ ทีมข่าวพูดคุยกับนายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า การขายพวงมาลัยหรือขายของต่าง ๆ กลางแยก แม้จะมีการตื๊อให้ซื้อหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องต้องห้ามตาม กฎหมายและมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และหากพาเด็กมาขาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กด้วย ซึ่งจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 3 หมื่นบาท โดยที่ผ่านมากรมพัฒนาสังคมฯ เคยลงพื้นที่พูดคุยทำความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ พบว่าเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่มีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ จึงต้องมาขายของกลางถนน ทางกรมฯ จึงเลี่ยงที่จะดำเนินการตามกฎหมาย แต่ใช้วีธีทางสังคม คือเข้าไปหาแนวทางช่วยเหลือให้กลุ่มเหล่านี้สามารถประกอบอาชีพอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม นายอนุกูล ระบุว่า หากผู้ใช้ถนนพบเห็นคนขายพวงมาลัยหรือเช็ดกระจกมีท่าทีคุกคาม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน พม. เบอร์โทรศัพท์ 1300 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการ