ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ หลักการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. .. เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
ส่งผลให้นอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ หรือที่เรียกกันว่า “สิทธิประโยชน์ชราภาพ 3 ขอ” ให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้แล้ว
ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีอื่นด้วย โดยแก้ไขเงื่อนไขของการเป็นผู้ประกันตน ดังนี้
แก้เงื่อนไขการผู้ประกันตน ม.33-ม.39
สำหรับการแก้เงื่อนไขของผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 มีข้อมูล ได้แก่
- ขยายความคุ้มครองผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 60 ปี เป็น 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้แรงงานกลุ่มผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองในระบบประกันสังคม และแก้ไข
- กำหนดให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 จะต้องเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน เป็น 48 เดือน และลาออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน แต่ยังต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ
“ม.39” ค้างชำระเงินสมทบ จ่ายเพิ่ม 2% ของเงินที่ยังขาดอยู่
รวมถึงยังมี การปรับการคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยผู้ประกันตนซึ่งส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ
แตกต่างจากเดิม ที่จะคำนวณเศษของเดือนถ้าถึง 15 วัน หรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย เพื่อให้การคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระเงินสมทบมีความชัดเจนและเป็นธรรมต่อผู้ประกันตน
เพิ่มสิทธิประโยชน์ทดแทน “สงเคราะห์บุตร-ว่างงาน-ลาคลอด”
นอกจากนี้ ยังแก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนของผู้ประกันตน ได้แก่
- กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างที่ได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลา และภายหลังการสิ้นสภาพเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรต่อไปอีก 6 เดือน
แตกต่างจากเดิม ที่ผู้ประกันตัวจะได้รับประโยชน์ทดแทนเพียง 4 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และเสียชีวิต เท่านั้น
- กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้รับบำนาญชราภาพ ที่ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และให้นำส่งเงินสมทบ เพื่อให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน 3 กรณี
- กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
- กรณีทุกพลภาพ
- กรณีตาย
โดยสิทธิดังกล่าวไม่สามารถโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิมีหนี้อันเกิดจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กองทุนประกันสังคม (สปส.) มีสิทธิหักเงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิมีหนี้ค้างชำระกลับเข้ากองทุน
แตกต่างจากเดิม ที่ผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้รับบำนาญชราภาพ ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนอีกได้
- กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน รวมถึงต้องไม่ใช่ผู้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ และมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
แตกต่างจากเดิม กำหนดให้ผู้ประกันตนที่มีอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ได้รับสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเท่านั้น เพื่อให้ผู้ประกันตนที่มีอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ถึง 60 ปีบริบูรณ์และที่ยังคงทำงานได้สามารถมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เสียก่อน ที่จะได้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนใดประโยชน์ทดแทนหนึ่งให้แล้วเสร็จก่อน
- แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรไม่เกินสองครั้ง เป็นการเหมาจ่ายในอัตราครั้งละร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง จากเดิม 90 วัน เป็นเวลา 98 วัน หรือระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงานมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ จากเดิม 50% ของค่าจ้าง เป็น 70% ของค่าจ้าง
“นายจ้าง”ยื่นข้อมูลล่าช้า-แจ้งข้อมูลเท็จ ทั้งจำทั้งปรับ
- กำหนดให้นายจ้าง ซึ่งไม่ยื่นแบบรายการต่อสำนักงานภายในกำหนดเวลา หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานขอให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แตกต่างเดิมที่ไม่ได้กำหนดให้นายจ้างที่มีเจตนาไม่ยื่นแบบรายงานหรือไม่แจ้งเป็นหนังสือมีความผิด
- กำหนดให้นายจ้างที่ยื่นแบบรายการหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายการอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยคู่ฟ้า