นายเกรียงไกร โภคทวี พ่อค้าส้มตำ ยืนยันว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีขโมยพระเครื่องในพื้นที่ สน.บางขุนนนท์ เมื่อปี 2563และไม่ทราบว่าถูกดำเนินคดีได้อย่างไร ทั้งๆที่ร้านส้มตำของตนเองก็อยู่ห่างกันกับบ้านที่เกิดเหตุพอสมควร
ทีมข่าวของเราลงพื้นที่ไปยังซอยสวนผัก 27 ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านส้มตำของนายเกรียงไกร หลังเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ถูกตำรวจกองบังคับการสืบสวนนครบาล 7 นำหมายจับมาแสดงให้ดูถึงร้าน
ก่อนนำตัวไปคุมขังไว้ที่ สน.บางขุนนนท์ ในข้อหาลักทรัพย์ที่มีผู้เสียหายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 เขตบางกอกน้อย มาแจ้งความไว้ เมื่อปี 2563 โดยนายเกรียงไกรเอง ก็พยายามปฏิเสธ และยืนยันกับทางตำรวจว่า ตนไม่ใช่ผู้กระทำผิด
นายเกรียงไกร ยังบอกว่า ระยะทางจากร้านส้มตำไปยังบ้านที่เกิดเหตุในซอยจรัลสนิทวงศ์ 35 ค่อนข้างไกล ซึ่งหากคำนวนระยะทางจากบ้านของพ่อค้าส้มตำรายนี้ซึ่งอยู่ในซอยสวนผัก 29 ไปยังร้านส้มตำในซอยสวนผัก 27 มีระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร และระยะทางจากบ้านพ่อค้าส้มตำ ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 ก็อยู่ไกลกันกว่า 8-9 กิโลเมตร
แต่อีกจุดที่น่าสนใจ คือ แต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยังให้ข้อมูลที่มีทั้งตรงกัน และไม่ตรงกัน โดยนายเกรียงไกร และนางโฮชันนา เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ยืนยันเหมือนกันว่า ทั้ง 2 คน ไม่เคยรู้จักกัน ไม่ทราบที่อยู่ของกันและกัน ซึ่งทั้ง 2 คน ยังถูกตำรวจพยายามบังคับให้เซ็นชื่อเหมือนกัน โดยนายเกรียงไกร ถูกบังคับให้รับทราบว่าเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในหมายจับจริง
ส่วนนางโฮชันนา ทางตำรวจก็ได้ให้เซ็นชื่อรับทราบว่า นายเกรียงไกรเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งที่ทั้ง 2 คน ก็ได้พยายามยืนยันกับตำรวจว่า นายเกรียงไกร ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด
ขณะที่ พ.ต.อ.พิชิต กอปรกิจงาม ผู้กำกับการ สน.บางขุนนนท์ ระบุว่า เหตุที่มีชื่อนายเกรียงไกรอยู่ในหมายจับนั้น ก็เพราะว่า ได้รับการยืนยันจากนางโฮชันนา ซึ่งได้รับข้อมูลมาจากนายอานนท์ หนึ่งในผู้ก่อเหตุลักทรัพย์ที่บ้านของเธอมาอีกที อีกทั้งทางตำรวจเคยออกหมายเรียกนายเกรียงไกรมาแล้ว 2 รอบ แต่ไม่ยอมมาแสดงตัว จึงต้องขออนุมัติหมายจับ
ด้านพล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ว่า ตนได้ทราบเรื่องพ่อค้าส้มตำ ตกเป็นแพะ คดีลักทรัพย์แล้ว ขอยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ละเลย ได้ติดตามเรื่องนี้ ตอนนี้ ยังไม่ได้สั่งฟ้องในชั้นศาล และ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ว่าจับแพะจริงหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลประวัติการรักษาจาก รพ.ศิริราช มาประกอบ เนื่องจาก ผู้ต้องหา ให้การว่า ช่วงวันที่เกิดเหตุ ตนนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานนับเดือน ไม่สามารถไปก่อเหตุได้
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลผู้ต้องหาให้หายสิ้นข้อสงสัย ขณะนี้ ก็ต้องรอผลประวัติการรักษาที่ รพ.ศิริราช เนื่องจากว่า ผู้ต้องหาเขาให้การว่า ช่วงระหว่างที่เกิดเหตุ เขารักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศิริราช ขณะนี้พนักงานสอบสวน ก็ได้ทำเรื่องขอและตรวจสอบประวัติการรักษาของเขาแล้ว เราก็รอพยานหลักฐานตรงนั้น เพื่อพิสูจน์ทราบว่า เขานั้น ไม่ได้มีส่วนในการไปกระทำความผิดในคดีนี้
ขณะนี้ อยู่ขั้นตอนที่ว่า พนักงานสอบสวน ก็ดูพยานหลักฐานทั้งหมด ว่าเราจะฟ้อง หรือ ไม่ฟ้อง เนื่องจากว่าขณะนี้ ยังอยู่ขั้นตอนของชั้นพนักงานสอบสวนอยู่ ยังไม่ได้ส่งพนักงานอัยการ ไม่ได้ส่งชั้นศาล เพราะฉะนั้น ตอนนี้ ก็อยู่ที่ว่า รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด แล้วพนักงานสอบสวนก็จะลงความเห็นว่า เห็นควรสั่งฟ้อง หรือ ไม่ฟ้อง
ทั้งนี้ นายเกรียงไกร ยังได้เคยนำหลักฐานต่างๆ ที่ยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ผู้กระทำผิด อย่างภาพถ่ายขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จากการประสบอุบัติเหตุรถชน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่นางโฮชันนา ถูกลักทรัพย์ที่บ้าน
โดยในส่วนนี้ ทางผู้กับกับการ สน.บางขุนนนท์ บอกว่า จะรีบขอใบรับรองแพทย์จากทางโรงพยาบาลที่นายเกรียงไกร ไปนอนรักษาตัว หากพบว่า เป็นไปตามที่นายเกรียงไกร กล่าวอ้างมา ก็จะทำการถอนฟ้อง และเยียวยาให้กับนายเกรียงไกรต่อไป